เนื้อหาวันที่ : 2009-12-03 13:55:12 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1398 views

ERA เปิด ‘รีจีนัลแฟรนไชส์’ ดันยอดบ้านฝากขายพุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี

ERA บุกตลาดบ้านพักตากอากาศ ลุยเปิด ‘รีจีนัลแฟรนไชส์’ รับศก.ปี 53 ฟื้นตัว ดันยอดบ้านฝากขายพุ่งสูงสุดรอบ 5 ปี

“อีอาร์เอ แฟรนไชส์” ผู้บริหารแฟรนไชส์บริการซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ รับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 53 ฟื้นตัวชัดเจน ชูโมเดลแฟรนไชส์ รุกธุรกิจ ลุยเปิดรีจีนัลแฟรนไชส์ บริการซื้อขายบ้านพักตากอากาศให้ลูกค้าต่างประเทศ ประเดิมเปิดที่พัทยา ต้นเดือน ม.ค. พร้อมเร่งขยายแฟรนไชส์ จัดอบรมเพิ่มความรู้ให้แก่ตัวแทนขาย หลังมีลูกค้าโครงการติดต่อฝากขายบ้านสูงสุดในรอบ 5 ปี ตั้งเป้ายอดขายปี 53 โตกว่า 50% 

.

นายวรเดช ศิวเตชานนท์

.

นายวรเดช ศิวเตชานนท์ ประธานบริหาร บริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ERA ผู้บริหารแฟรนไชส์บริการซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ ด้วยระบบเครือข่ายการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วประเทศ เปิดเผยว่า จากแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2553 ที่มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อปัจจัยในการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านมือสองที่คาดว่าจะเติบ โตไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท 

.

ทั้งนี้ จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯได้เตรียมแผนรุกขยายธุรกิจแฟรนไชส์บริการซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยมีแผนเปิดสาขารีจีนัล (regional) แฟรนไชส์ ซึ่งเป็นแฟรนไชส์ของสำนักงานภาค ตามหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ โดยได้เตรียมเปิดรีจีนัล แฟรนไชส์ สาขาแรกที่พัทยา จังหวัดชลบุรีอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนมกราคมปี 2553

.

เพื่อดูแลให้บริการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวแทนขายใน 5 จังหวัดใกล้เคียง โดยจะเน้นไปในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านเดี่ยวหลังที่ 2 หรือบ้านพักตากอากาศ ที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าที่มีกำลังซื้อในประเทศมากขึ้น หลังจากเศรษฐกิจฟื้นตัวและมีความเชื่อมั่นมากขึ้น    

.

รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในไทย และลูกค้าต่างประเทศที่ต้องการหาซื้อบ้านเป็นของตัวเองตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่จะใช้รูปแบบการประมูลบ้านมาเป็นการใช้ผ่านตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในการซื้อขายบ้านหลังที่ 2 เนื่องจากบริษัทฯ มีเครือข่ายตัวแทนนายหน้าในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการตลาดผ่านเว็บไซต์ ERATV.TV ทำให้โอกาสในการขายบ้านมีมากขึ้น 

.

“ในกลุ่มลูกค้าที่หาซื้อบ้านหลังที่สองนั้น เรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ลูกค้าเริ่มมองหาบ้านหลังที่สองตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งเท่าที่ได้ทดลองทำตลาดไปก่อนหน้านี้ พบว่า ลูกค้ามีความต้องการหาซื้อบ้านหลังที่สองเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีเงินออมและมีความพร้อมที่จะซื้อบ้านทันที       

.

ขณะที่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ก็เป็นอีกกลุ่มที่เห็นโอกาสในการเข้าไปทำตลาด จึงเชื่อมั่นว่า การรุกเปิดรีจีนัล แฟรนไชส์ในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี” นายวรเดช กล่าว 

.

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดแฟรนไชส์ภายใต้ชื่อ ERA Home Base ที่ให้นายหน้าตัวแทนขายรายย่อยเริ่มต้นทำธุรกิจนายหน้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยสามารถใช้ที่พักอาศัยเปิดเป็นสำนักงาน และใช้องค์ความรู้ของบริษัทฯ ในการทำธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทฯ เรียกเก็บค่ารอยัลตี้ ฟีที่ 6% ในการทำธุรกิจ โดยคาดว่าภายในปี 2553 จะมี ERA Home Base ประมาณ 20 ราย

.

ขณะที่รูปแบบแฟรนไชส์ ERA Connect มีแผนจะขยายเพิ่มอีก 10 สาขา จากปัจจุบันมี 28 สาขา รวมถึงรูปแบบแฟรนไชส์รายบุคคล ที่เป็นสมาชิกขายบ้าน จะขยายเพิ่มอีก 1,000 คน จากปัจจุบันที่มี 1,63 5 คน โดยมีหลักสูตรอบรมให้กับบุคคลที่ต้องการมาเป็นนายหน้าตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น 

.

ประธานบริหาร บริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ERA กล่าวด้วยว่า แผนการขยายธุรกิจดังกล่าว รองรับกับแนวโน้มของลูกค้าที่มีความต้องการให้บริษัทฯ ทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ให้ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย สูงสุดในรอบ 5 ปีนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มา                     

.

โดยมีทั้งผู้ประกอบการในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่สนใจให้บริษัทฯ ทำหน้าที่ในการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ทำให้จำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่ฝากขายผ่านบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 12,000-13,000 ยูนิต โดยมีระดับราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3-7 ล้านบ าท แบ่งเป็นประเภทบ้านเดี่ยวคิดเป็น 35% คอนโดมิเนียม 35% และที่เหลืออีก 30% เป็นสินค้าประเภททาวน์เฮ้าส์และที่ดินเปล่า เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มี 8,000-10,000 ยูนิต

.

ทั้งนี้ คาดว่าจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจและแผนดำเนินธุรกิจในปี 2553 ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายและยอดขายของบริษัทฯ ให้เติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่คาดว่าจะมียอดขาย 2,200 ล้านบาท หรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มบ้านมือสองเป็น 8-10% จากเดิมที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 3-5%