เนื้อหาวันที่ : 2006-03-10 14:23:56 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 821 views

เตาแก๊สคุณภาพสูง ปลอดภัย ประหยัด สารพัดประโยชน์

อีกหนึ่งเครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่แทบทุกบ้านต้องมีไว้ใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีความทันสมัย ปลอดภัยและประหยัดพลังงาน

 

สวทช. จัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการ SMEs บ.แมกซ์เกน แมนูแฟคเจอร์ริ่ง  ผู้ผลิตเตาแก๊สคุณภาพเยี่ยมภายใต้ 2 แบรนด์ดัง "บิ๊กซัน-ยูดี"  มั่นใจสินค้าคงทนแข็งแรง ปลอดภัย ทั้งช่วยประหยัดพลังงานได้สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ชูจุดเด่นด้วยการทำงานที่เป็นระบบ รับประกันด้วยมาตรฐาน TFQS พร้อมบุกต่างประเทศเพื่อขยายฐานการตลาดให้ทั่วโลกยอมรับ 

 

"เตาแก๊ส" จัดได้ว่าเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่แทบทุกบ้านต้องมีไว้ใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีความทันสมัยที่เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตเตาแก๊สมีการพัฒนา ปรับปรุง รูปแบบ วิธีการใช้งาน รูปลักษณ์ ให้สวยงาม สะดวกต่อการใช้ และให้ความปลอดภัยสูงสุด ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือการแข่งขันในเรื่องของการประหยัดพลังงานที่ยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษเพราะนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย

 

น.ส.สิปปภาส ลิมปะพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์เกน แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท แมกซ์เกน แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด ในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาจากโรงงานยูดี อุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ในช่วงนั้นบริษัทฯ มีการบริหารงานแบบระบบครอบครัว ขณะที่ด้านการตลาดมีการขยายตัวและเพิ่มจำนวนการผลิตของสินค้ามากขึ้น ทางบริษัทฯ จึงต้องการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารและการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพทนทาน ปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ใช้ และเกิดประโยชน์ในความประหยัดของการใช้ทรัพยากรก๊าซของประเทศ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

 

 

ส่วนสินค้าของบริษัทฯ  มีให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการตามลักษณะการใช้งาน คือมีทั้งเตาแก๊สตั้งโต๊ะ 2 หัวเตาและ 1 หัวเตา เตาแก๊สตั้งพื้นทั้งแบบ 1 หัวเตา และ 2 หัวเตา เตาแก๊สแบบตู้ ซึ่งเตาแก๊สของบริษัททุกรุ่นมีอะไหล่ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อทุกชิ้นภายใต้เครื่องหมายการค้า ยูดี และ บิ๊กซัน โดยบริษัทฯ มีหัวเตาแก๊สทั้งแบบสแตนเลส หัวเตาแบบเหล็กหล่อ และหัวเตาแบบอินฟราเรด ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตเตาแก๊สหัวอินฟราเรดแห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งแบบปิ้ง ย่าง ผัด และต้ม โดยไม่มีกลิ่นแก๊สขึ้นมาติดอาหาร นอกจากนี้เตาแก๊สอินฟราเรดจะมีตัวฐานค่อนข้างกว้าง ช่วยทำให้แก๊สและก๊าซเข้ามาผสมกันได้ส่งผลให้ประหยัดแก๊สได้มากกว่า 30%  เน้นในเรื่องของความปลอดภัย โดยคัดสรรวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบโครงการแก๊สให้มีความหนา คงทน สินค้าที่ผลิตออกมาทุกชิ้นก่อนจะถึงมือลูกค้าต้องมีการตรวจสอบอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยจะทำการทดลองก่อนเพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐาน

 

ด้านการจัดจำหน่ายสินค้านั้น รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า บริษัทฯ จำหน่ายสินค้าผ่านเอเย่นต์ที่เป็นร้านขายแก๊สทั่วประเทศ และร้านเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แต่หากลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้ากับบริษัทฯ เอง เราจะมีบริการส่งสินค้าให้ถึงที่ หรือถ้าลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้วไม่เข้าใจวิธีการใช้ก็สามารถติดต่อได้ที่โรงงาน รวมถึงการเกิดความผิดพลาดใด ๆ ทางบริษัทฯ จะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่และรับประกันสินค้า 1 ปี แต่ถ้าเป็นเตาแก๊สอินฟราเรดจะรับประกันในส่วนของแผ่นอินฟราเรดตลอดอายุการใช้งาน ปัจจุบันนอกจากจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว บริษัทฯ ยังได้มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศซึ่งมีลูกค้าทั้งแถบเอเชียและยุโรป อาทิ ชิลี ไนจีเรีย ปากีสถาน อเมริกาใต้ แอฟริกา ตุรกี อินเดีย เป็นต้น

 

ที่ผ่านมาบริษัทฯ ไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี เราได้ผู้เชี่ยวชาญจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) มาให้คำแนะนำโดยเฉพาะในส่วนของการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นโซนในการผลิต การนำโปรแกรมการเขียนแม่พิมพ์สามมิติมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ตลาดก่อนที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ระบบการทำงานที่เป็นขั้นตอน ตลอดจนการจัดระบบระเบียบต่างๆ ในการผลิตสินค้า ซึ่งหลังจากที่เราเปลี่ยนและวางระบบใหม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในเรื่องความต้องการของตลาด การส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ทันถ่วงที รวมถึงการผลิตสินค้าได้ตรงตามเวลา น.ส.สิปปภาส  กล่าว

 

ขณะเดียวกันทางบริษัทฯ ยังคำนึงถึงมาตรฐานของงานทั้งระบบ ทาง ITAP จึงแนะนำให้ขอมาตรฐานในประเทศก่อนนั่นคือระบบ TFQS หรือ แนวทางการสนับสนุน SMEs เพื่อจัดทำระบบคุณภาพพื้นฐานของไทย ที่ สวทช. เป็นผู้ออกแบบขึ้นมาเฉพาะเจาะจงสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ SMEs สามารถนำไปใช้สำหรับบริหารจัดการในองค์กร ที่จะเป็นรากฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป และในอนาคตเราจะดำเนินการขอมาตรฐาน ISO โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะทำให้สำเร็จภายในปี 2550