เนื้อหาวันที่ : 2008-11-24 12:06:42 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1401 views

วิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติทางจริยธรรมของ รัฐ,ทุน และสื่อ

การที่นายจ้างเลิกจ้างคนงานในขณะนี้โดยให้เหตุผลว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำจนทำให้บริษัทแต่ละแห่งได้รับผลกระทบ แต่หากทบทวนให้ดีจะเห็นว่าตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจมีการขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะเดียวกันบริษัทแต่ละแห่งก็มีกำไรสะสมอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาค่ายรถยนต์หลายแห่งรวมทั้งบริษัท ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ ต่างก็มียอดการผลิตสูงกว่าในปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา

ผู้เขียน : บุญยืน สุขใหม่

.

การที่นายจ้างเลิกจ้างคนงานในขณะนี้โดยให้เหตุผลว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำจนทำให้บริษัทแต่ละแห่งได้รับผลกระทบ  แต่หากทบทวนให้ดีจะเห็นว่าตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจมีการขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะเดียวกันบริษัทแต่ละแห่งก็มีกำไรสะสมอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาค่ายรถยนต์หลายแห่งรวมทั้งบริษัท ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ  ต่างก็มียอดการผลิตสูงกว่าในปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา 

.
ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี ๒๕๕๑ นั้นไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด แต่กลับมีกำไรสูงกว่าปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ โดยจะสังเกตได้จากในส่วนของบริษัท ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับค่ายรถยนต์ชนิดต่างๆ ทุกบริษัทมีการประกาศจ่ายโบนัสประจำปี ๒๕๕๑ มากกว่าปี ๒๕๕๐ อย่างชัดเจนทุกบริษัท จากการตรวจสอบงบฯการเงินของหลายบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  หลายบริษัทมีกำไรต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่าสิบปี และมีหลายบริษัทมีการขยายโรงงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่จะมีในอนาคต โรงงานประกอบรถยนต์ทุกค่ายก็มีการขยายการลงทุนตั้งแต่ต้นปีมาอย่างต่อเนื่องมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
.

.

ตัวอย่างยอดการผลิตโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์  IT  Forging

ตัวอย่างยอดการขายสินค้าของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ IT  Forging
.
หมายเหตุ ยอดการผลิต และยอดขายของเดือน พฤศจิกายน และธันวาคม ๒๕๕๑ อ้างอิงจาก Forecast (คำสั่งซื้อล่วงหน้า)
.

ในขณะเดียวกันกลับมีสถานการณ์การเลิกจ้างคนงานอย่างมากมาย โดยเฉพาะคนงานในระบบเหมาค่าแรงที่ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมากโดยอ้างถึงแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ไม่เคยมีใครออกมาแก้ไขปัญหาหรือเสนอแนะแนวทางแก้ไขแต่อย่างใด หากแต่ปล่อยให้นายจ้างเลิกจ้างคนงานไปเรื่อยๆ

.

ในขณะที่ธุรกิจมีกำไรนายจ้างก็เสวยสุขสะสมทุนจากผลกำไรที่งอกเงยจากหยาดเหงื่อของคนงาน  แต่เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่แย่ลงนายจ้างกลับเลิกจ้างแรงงานอย่างไม่ใยดี เป็นการฉกฉวยโอกาสของนายจ้างโดยไม่คำนึงถึงหลักจริยธรรมใดๆ 

.

จากการโหมกระแสสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำจากสื่อมวลชนเป็นการหยิบยื่นโอกาสที่ได้สามเด้งให้แก่นายจ้างโดยที่พวกเขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

.

ประการแรก       สามารถลดต้นทุนจากแรงงานส่วนเกินได้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะตำหนิ เพราะมีสื่อเป็นผู้คอยประกาศความชอบธรรมให้อยู่แล้ว และรัฐเองก็ไม่ออกมาปกป้องลูกจ้างในการให้ลูกจ้างได้รับสิทธิ์ตามกฎหมาย เพราะเขาบอกว่านายจ้างกำลังแย่ลูกจ้างจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน...!!!

.

ประการที่สอง     สามารถลดต้นทุน ไม่ต้องจ่ายสวัสดิการหรือโบนัสประจำปี โดยเฉพาะบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากสามารถลดต้นทุนได้จำนวนมาก ไม่ต้องจ่ายค่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามกฎหมายโดยอ้างว่าบริษัทกำลังแย่ทั้งที่ในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรมหาศาล และถ้าใครไปตรวจสอบงบฯการเงินย้อนหลังจะเห็นว่ามีกำไรมาโดยตลอด

.

ประการที่สาม     สามารถลดอำนาจในการต่อรองของสหภาพแรงงาน โดยอ้างความชอบธรรมจากสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ต้องปรับเพิ่มสวัสดิการให้กับลูกจ้าง สามารถเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานและแกนนำได้ทำให้ สหภาพแรงงานอ่อนแอและบางแห่ง อาจสู่จุดจบ สหภาพแรงงานแห่งใดที่อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรองจำเป็นที่จะให้คงสภาพการจ้างพนักงานไว้  อาจต้องนำข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานมาแลกเปลี่ยน

.

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการแอบอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่เห็นแก่ตัวของนายจ้าง ในกรณีของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในทุกๆ ปีที่ผ่านมายอดการผลิตรถยนต์ในช่วงปลายปีก็มีการชะลอตัวทุกปีอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับนำเอายอดการผลิตที่ชะลอตัวมาเป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างคนงาน  และเป้าหมายต่อไปของเขาคือ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวหรือเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น นายจ้างก็เปิดรับพนักงานใหม่โดยที่จ้างแต่พนักงานเหมาค่าแรงเข้ามา เป็นวิธีการล้มสหภาพแรงงานอีกแบบหนึ่งโดยใช้สถานการณ์และกฎหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือ

.

ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ได้คิดแทนนายทุนไปเสียแล้ว  การเลิกจ้างถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาล และสื่อทุกแหล่งไม่ว่าจะเป็นทีวี หนังสือพิมพ์ ต่างก็ช่วยกันประโคมข่าวการเลิกจ้าง และมีเพียงแต่บอกว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างจำนวนเท่าใด แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือสื่อมวลชน  ไม่เคยตรวจสอบว่าผลการประกอบการย้อนหลังของบริษัทเหล่านั้นเป็นอย่างไร มีแต่บอกว่ายอดการผลิตและคำสั่งซื้อล่วงหน้าจะลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้แรงงานไทยจะพึ่งใครได้อีก

.

หลังจากเฝ้าดูรัฐบาล นายทุน รวมทั้งสื่อมาระยะหนึ่ง ผู้เขียนจึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า เขาเหล่านั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ เขาจะรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมันเป็นการ สมรู้ร่วมคิดกันในการ ข่มขืนหรือเข่นฆ่า คนงานผู้มีแต่สองมือเปล่าอย่างเลือดเย็น

 

ที่มา : http://www.prachatai.com