เนื้อหาวันที่ : 2008-11-10 13:30:50 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1224 views

เอกชนเตือนรัฐรับมือคาดตกงาน 5 แสนคน/อัดงบกระตุ้นศก.พัฒนาคน-เครื่องจักร

หอการค้าไทย แนะรัฐบาลต้องอัดฉีดงบสักก้อนเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย และฝึกอบรม เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจขยายตัวในอีก 1-2 ปีข้างหน้า มันได้ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าระบบและพัฒนาความสามารถของบุคลากร

หอการค้าไทย แนะรัฐบาลต้องอัดฉีดงบสักก้อนเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย และฝึกอบรม เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจขยายตัวในอีก 1-2 ปีข้างหน้า มันได้ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าระบบและพัฒนาความสามารถของบุคลากร

.

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ชี้รัฐบาลควรเตรียมพร้อมและวางแผนรับมือปัญหาคนว่างงานในปีหน้า เนื่องจากประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจะส่งผลให้มีคนตกงานราว 5 แสนคน โดยรัฐจะต้องอัดฉีดงบประมาณราว 5 หมื่นล้านบาทเพื่อเป็นสินเชื่อในการปรับปรุงเครื่องจักรให้ทันสมัยและการพัฒนาบุคลากรเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

.

"รัฐบาลต้องอัดฉีดงบสักก้อนเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย และ training เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจขยายตัวในอีก 1-2 ปีข้างหน้า...มันได้ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าระบบและพัฒนาความสามารถของบุคลากร" นายพรศิลป์ กล่าว

.

กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผลิตสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากตลาดจะชะลอความต้องการลง ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องไช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณี เป็นต้น โดยแรงงานที่จะเกิดปัญหาว่างงานนั้นน่าจะเป็นกลุ่มที่ไม่มีทักษะ(Unskill labor)

.
"มันเลวร้ายแน่นอน อาจจะค่อยๆ ปลด จนถึงสิ้นปีหน้าไม่แน่ใจว่าจะถึงล้านไหม กะว่าน่าจะห้าแสน" นายพรศิลป์ กล่าว
.

ทั้งนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่า ยอดคนตกงานที่ชัดเจนนั้นมีจำนวนที่ชัดเจนเท่าไหร่แน่ หากเป็นแรงงานไทยที่สามารถสนับสนุนให้กลับไปทำมาหากินในภูมิลำเนาเดิมได้หรือไม่ และหากเป็นแรงงานต่างด้าวจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

.

"รัฐบาลอย่าปล่อยให้ธุรกิจล้มหายตายจากไปแล้วค่อยมาฟื้นใหม่ สู้ใช้ช่วงเวลานี้เตรียมพร้อมเพื่อรับการฟื้นตัวจะดีกว่า" นายพรศิลป์ กล่าว

.

กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า นอกจากรัฐบาลจะใช้เวลาช่วงนี้เตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจแล้ว ผู้ที่จบการศึกษาใหม่ทุกระดับไปจนถึงระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรีราว 7 แสนคนก็คาดว่าจะหางานทำได้ยากขึ้น ซึ่งควรจัดงบประมาณสำหรับให้คนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท แต่อาจเป็นการเรียนเสริมในเรื่องของภาษา และคอมพิวเตอร์

.

วันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน(กกร.) 3 สมาคม คือ สมาคมธนาคารไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันหรือไม่