เนื้อหาวันที่ : 2008-09-24 09:40:48 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1250 views

AIT ไม่ระคายผิวผลกระทบ ศก.โลก-การเมือง เดินหน้าลุยงานภาครัฐ ชูศักยภาพเหนือคู่แข่ง

AIT แจงชัด เศรษฐกิจโลกชะลอตัว-การเมืองไทยไม่นิ่ง กระทบธุรกิจแค่ผิวๆ เหตุรายได้หลักมาจากรัฐวิสาหกิจซึ่งบริหารงบฯ ของตนเอง ไม่ต้องพึ่งงบราชการเชื่อมั่นศักยภาพการแข่งขันที่เหนือชั้นชูจุดแข็งประสบการณ์ต่อเนื่อง

AIT แจงชัด เศรษฐกิจโลกชะลอตัว-การเมืองไทยไม่นิ่ง กระทบธุรกิจแค่ผิวๆ เหตุรายได้หลักมาจากรัฐวิสาหกิจซึ่งบริหารงบฯ ของตนเอง ไม่ต้องพึ่งงบราชการ "ศิริพงษ์" เชื่อมั่นศักยภาพการแข่งขันที่เหนือชั้นจะคว้างานตามงบฯ ปี 52 ได้อีกอื้อ ชูจุดแข็งประสบการณ์ต่อเนื่อง ทีมงานคุณภาพ ฐานะการเงินแน่นปึก-พันธมิตรแกร่ง

.

นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT

.

นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT เปิดเผยว่า จากภาวะวิกฤตการเงินสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบถึงภาวะเศรษฐกิจในหลายประเทศ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อบริษัท AIT น้อยมาก เนื่องจากบริษัทฯ พึ่งพารายได้ในส่วนของภาคเอกชนเพียงไม่เกิน 20% ของรายได้ทั้งหมด ที่เหลืออีก 80% เป็นงานในภาครัฐ

.

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานภาครัฐนั้น หากต้องพึ่งงบประมาณของทางราชการก็คงได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่ทำให้หน่วยงานราชการไม่สามารถผลักดัน โครงการต่างๆ ออกมาได้ตามแผน แต่งานของ AIT นั้นก็ผูกกับภาคราชการเพียงไม่เกิน 20% ของ 80% ดังกล่าว ผลกระทบจึงตกถึง AIT ไม่มากอีกเช่นกัน

.

"งานส่วนใหญ่ของ AIT อยู่ในภาครัฐวิสาหกิจ ซึ่งสามารถบริหารงบประมาณของตนเองได้ จึงทำให้ AIT สามารถทำยอดขายในปีนี้ได้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ สวนทางกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่มองเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในทางที่ชะลอตัวลง" นายศิริพงษ์กล่าว

.

นอกจากนี้ หากมองในแง่ของการเติบโตในอนาคตแล้ว จะเห็นว่า AIT มีโอกาสโตอีกมาก โดยเฉพาะในส่วนของภาคราชการและรัฐวิสาหกิจที่แต่ละหน่วยงานจะต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัย และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหากพิจารณาจากงบประมาณรายจ่ายปี 2552 จำนวนประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท นับเป็นงบประมาณรายจ่ายที่สูงเป็นประวัติการณ์ จึงน่าจะส่งผลดีต่อภาคเอกชนที่ให้บริการภาครัฐด้วย และด้วยศักยภาพในการแข่งขันของ AIT ก็น่าจะทำให้ AIT ได้รับงานเพิ่มขึ้นด้วย

.

"จุดแข็งหรือความได้เปรียบในการแข่งขันของ AIT เกิดจากประสบการณ์ที่ AIT สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 - 16 ปี จึงมีฐานลูกค้า มีผลงานอ้างอิงเป็นจำนวนมาก สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ว่าจ้างในภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับทีมงานของบริษัทล้วนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ มีเทคนิคการจัดการที่ดี เมื่อรับงานมาแล้วสามารถบริหารจัดการเองได้อย่างครบถ้วน ไม่ต้องซับงานทั้งโครงการต่อเหมือนผู้ประมูลอื่นๆ และการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ทำให้มีความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างมาก สามารถรับงานโครงการใหญ่ๆ ได้อย่างสบาย นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปในแวดวงไอซีทีอีกด้วย" นายศิริพงษ์กล่าว

.

ประธานกรรมการบริหาร AIT กล่าวด้วยว่า คุณสมบัติแบบที่ AIT มีอยู่นี้ มีไม่กี่บริษัทที่ถือว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง แต่อีกหลายบริษัทที่เข้าประมูลงานวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเป็นการเข้าประมูลเฉพาะกิจ เป็นครั้งคราว ไม่มีความต่อเนื่อง และบางรายเข้ามาในลักษณะของโบรกเกอร์ คือได้งานมาแล้วก็ซับงานทั้งหมดให้บริษัทอื่นทำ ไม่ต้องลงทุนด้านบุคลากรและเครื่องมือมาก ซึ่งสร้างปัญหาให้ลูกค้าด้านบริการหลังการขายมากมาย

.

"เรื่องยอดขาย 3,000 ล้านบาท ในปีนี้ ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องเร่งทำก็คือ ต้องหางานในช่วงสุดท้ายของปีให้ได้มามากๆเพื่อเป็น backlog สำหรับปีต่อไป" นายศิริพงษ์กล่าว

.

นอกจากนี้ นายศิริพงษ์ยังได้กล่าวถึงแนวทางในการขยายธุรกิจของ AIT ในระยะ 3 ปีข้างหน้าว่า AIT ได้ผ่านบันได 3 ขั้นแล้วคือ สร้างบริษัท สร้างฐานลูกค้า และสร้างความเชื่อมั่น ก้าวต่อไปคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มในฐานลูกค้า โดยมองว่าลูกค้าคือหุ้นส่วน ซึ่งบริษัทฯ ต้องช่วยลูกค้าคิดและช่วยพัฒนาธุรกิจให้ลูกค้าแทนการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะตรงกับสโลแกนของ AIT ที่ว่า ความสำเร็จของท่านคือความสำเร็จของเรา