เนื้อหาวันที่ : 2008-09-08 10:01:55 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1241 views

SECC เพิ่มทุน 500 ล้านหุ้นขาย PP เตรียมความพร้อมเข้าประมูลรถ NGV

เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส สบช่องโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความชัดเจน หลัง ครม.ไฟเขียว รถโดยสาร NGV จำนวน 4 พันคัน เดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับทันที ประเดิมเพิ่มทุนอีก 700 ล้านหุ้น จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 800 ลบ. รองรับการเข้าร่วมประมูลโครงการรถโดยสาร NGV

เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส สบช่องโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความชัดเจน หลัง ครม.ไฟเขียว รถโดยสาร NGV จำนวน 4 พันคัน เดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับทันที ประเดิมเพิ่มทุนอีก 700 ล้านหุ้น แบ่งส่วนแรก 500 ล้านหุ้น ขายนักลงทุนเฉพาะเจาะจง ที่ราคา 2.10 บาท/หุ้น ส่วนที่เหลือ 200 ล้านหุ้น รองรับการใช้สิทธิวอร์แรนต์ชุดที่ 2 ที่อนุมัติให้ออกวอร์แรนต์แจกผู้ถือหุ้นอีก 200 ล้านหน่วย พร้อมตั้งบริษัทย่อย "เอสอีซีซี โฮลดิ้ง" รองรับการเข้าร่วมประมูลโครงการรถโดยสาร NGV "สมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์" เผยเป็นการระดมทุนเพิ่ม หลังจากที่ขายเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมไม่หมดระดมทุนได้เพียง 388 ลบ. จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 800 ลบ.

.

นา สม พงษ์ วิทยารักษ์สรรค์

ประธานกรรมการ บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC

.

นา สม พงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ ประธานกรรมการ บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 7 /2551 เมื่อวันพฤหัสที่ 4 กันยายน 2551 ว่า ที่ประชุมมีมติให้ลดทุนจดทะเบียนจากเดิมจำนวน 1,029,776,550 บาท เหลือ เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 714,025,981 บาท ด้วยการ ลดหุ้นสามัญที่ยังมิได้จำหน่ายออกจำนวน 315,750,569 หุ้น ซึ่งหุ้นจำนวนดังกล่าวเกิดจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 ของบริษัทฯ ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ได้มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ และอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 100,000,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง และอนุมัติให้บริษัทฯ จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 409,776,550 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้นในกรณีที่บริษัทไม่สามารถเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงได้ครบตามจำนวน ภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนและอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน

.

ต่อมาที่บริษัทฯ ได้ทำการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ในระหว่างวันที่ 25 - 29 สิงหาคม 2551 โดยมีผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จองซื้อหุ้นรวมทั้งสิ้น 194,025,981 หุ้น น้อยกว่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่จัดสรรไว้เพื่อ รองรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น ทำให้มีหุ้นสามัญเหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ จำนวน 215,750,569 หุ้น ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ซึ่งบริษัทฯ จะต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการลดทุนจดทะเบียนสำหรับหุ้นส่วนที่เหลือดังกล่าว และเมื่อรวมกับหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 100,000,000 หุ้น ซึ่งบริษัทมิได้เสนอขายต่อนักลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง จึงทำให้มีการลดทุนจดทะเบียนลงจำนวน 315,750,569 บาท หรือ จำนวน 315,750,569 หุ้นดังกล่าว

.

นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จากทุนจดทะเบียนเดิม (ภายหลังการลดทุนจดทะเบียน) จำนวน 714,025,981 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่จำนวน 1,414,025,981 บาท เป็นหุ้นสามัญ 1,414,025,981 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่เพิ่มขึ้นจำนวน 700,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1บาท โดยจะจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 500,000,000 หุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงในวงจำกัด (Private Placement) จำนวนไม่เกิน 35 ราย ในคราวเดียวหรือหลายคราว ในราคาหุ้นละ 2.10 บาท

.

ส่วนที่เหลืออีก 200.000.000 หุ้น จัดสรรเพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลง สภาพของใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งที่ 2 ที่จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยไม่คิดมูลค่า เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมการครั้งนี้ ที่ประชุมยังได้อนุมัติให้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ( ใบสำคัญแสดงสิทธิครั้งที่ 2 ) ตามสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่คิดมูลค่า จำนวน 200,000,000 หน่วยด้วย

.

นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า การเพิ่มทุนในครั้งนี้ เป็นการระดมทุนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต เนื่องจากพบว่าขณะนี้โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ได้อนุมัติ โครงการให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เช่ารถยนต์โดยสารซึ่งใช้เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ(CNG) เป็นเชื้อเพลิงจากเอกชน เบื้องต้น จำนวน 4,000 คัน โดยใช้วิธีให้เอกชนเข้าร่วมเสนอราคาค่าเช่าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-AUCTION)

.

เป็นโครงการที่บริษัทฯ ให้ความสนใจจะเข้าร่วมประมูลด้วย จึงจำเป็นต้องระดมทุนเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวเนื่องจากในการระดมทุนด้วยการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 1:1 ที่ราคา 2 บาท /หุ้น ครั้งที่ผ่านมา มีผู้ถือหุ้นจองซื้อหุ้นไม่เต็มจำนวน โดยจองซื้อรวมจำนวน 194,025,981 หุ้น ทำให้บริษัทได้รับเงินเพิ่มทุนเพียง 388,051,962 บาท จากเป้าหมายการเพิ่มทุนที่คาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 800 ล้านบาท ทำให้ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานและการขยายกิจการตามแผนธุรกิจที่วางไว้ จึงทำให้ต้องระดมทุนใหม่อีกครั้ง

.

ประกอบกับ ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทยังได้อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทย่อยอีกหนึ่งบริษัทโดยใช้ชื่อ บริษัท เอสอีซีซี โฮลดิ้ง จำกัด (SECC HOLDINGCOMPANY LIMITED) เพื่อเข้าร่วมประมูลโครงการรถยนต์โดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ(CNG) เป็นเชื้อเพลิงของรัฐบาล หลังจากที่บริษัทฯ เห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์โดยสารเข้าจากต่างประเทศเพื่อนำมาให้เช่า ซึ่งอยู่ในแนวทางธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่เพียงแต่แตกต่างกันตรงที่นำเข้ามาให้เช่า ไม่ได้ขาย เท่านั้นจึงเห็นควรให้บริษัทเข้าร่วมเสนอราคาด้วยและเพื่อให้แยกการดําเนินกิจการในธุรกิจต่างๆ ของบริษัทให้ชัดเจนจึงได้ตั้งบริษัทย่อยขึ้นมารองรับดังกล่าว ซึ่งบริษัทได้เตรียมนำเงินที่ได้จาการเพิ่มทุนส่วนหนึ่งมาใช้เป็นเงินลงทุนในบริษัทย่อยนี้ด้วย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องทำให้ต้องมีการระดมทุนเพิ่มดังกล่าว

.

"การเพิ่มทุนครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ หลังจากที่ ครม.ได้อนุมัติโครงการรถยนต์โดยสาร NGV ไปเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา SECC จึงได้ประชุมบอร์ดทันทีในวันที่ 4 ก.ย.เพื่อกำหนดแผนการระดมทุนให้ทันกับโอกาสที่มาถึง ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้นอกจากจะรองรับโครงการภาครัฐแล้ว ยังจะนำไปใช้ขยายธุรกิจเดิมของบริษัทฯ ที่มีอยู่แล้วด้วย ในลักษณะการนำกลยุทธ์ใหม่ๆ ทางธุรกิจมาใช้ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่มากนัก แต่จะได้รับประโยชน์มหาศาลจากโครงการใหม่นี้ โดยเฉพาะโครงการคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) ซึ่งถือว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งของ SECC ที่จะทำให้ธุรกิจเริ่มครบวงจร และเติบโตได้รวดเร็วขึ้นตามนโยบายที่วางไว้" นายสมพงษ์กล่าว