เนื้อหาวันที่ : 2008-06-10 17:01:01 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1317 views

เครือซีพี มองเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตไม่ถึง 5% หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ

เครือเจริญโภคภัณฑ์(เครือซีพี)คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตไม่ถึง 5% หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อและรุนแรง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เชื่อว่าในเดือน มิ.ย.เงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้นแตะระดับ 8% จากปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์(เครือซีพี)คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจจะเติบโตไม่ถึง 5% หากปัญหาการเมืองยืดเยื้อและรุนแรง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เชื่อว่าในเดือน มิ.ย.เงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้นแตะระดับ 8% จากปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

"จากการที่หลายฝ่ายที่ออกมาประเมินว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ 4.5-5.5% ในปีนี้ ส่วนตัวเห็นว่า การเติบโตในระดับ 5%ถือว่าสูงมากแล้ว"ผู้บริหารเครือซีพี กล่าว

.

นายอาชว์ กล่าวว่า รัฐบาลควรรีบเข้ามาแก้ไข เพราะที่ผ่านมามีการแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนและอาจจะส่งผลต่อเนื่องรุนแรง รวมทั้งไทยยังประสบปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานหลักที่จำเป็นต้องนำเข้าในปริมาณที่สูงมากในแต่ละปี โดยราคายังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

.

หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นไปถึง 150 เหรียญ/บาร์เรล จะทำให้ราคาดีเซลในประเทศปรับขึ้นไปสูงกว่า 45 บาท/ลิตร และกระทบต่อทุกฝ่ายทั้งภาคอุตสาหกรรมและประชาชน จะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อที่ราคาสินค้าจะปรับตัวสูงตามราคาน้ำมัน โดยคาดว่าเดือน มิ.ย. คาดว่าจะมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 8% จากเดือนก่อน(พ.ค.)อยู่ที่ 7.6% และทั้งปีอาจจะสูงกว่า 6% ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้

.

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นว่าการที่รัฐบาลไม่เข้ามาควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นแนวทางที่ถูกต้องต่อระบบเศรษฐกิจ แต่บริษัทไม่เห็นด้วย ที่รัฐบาลจะจัดทำคูปองอาหารเพื่อช่วยเหลือประชาชนบางกลุ่มที่ประสบปัญหาราคาอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้น และหากร้ฐบาลเสนอให้เครือซีพีเข้าสนับสนุนเรื่องอาหาร ทางเครือฯก็พร้อมดำเนินการ

.

ขณะเดียวกันทางซีพีก็ต้องมีการปรับตัวตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการประหยัดพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพบุคคลากร รวมทั้ง ช่วยลดภาระของพนักงงาน โดยการเพิ่มเงินเดือนให้ 1-3 พันบาท/เดือน   ส่วนการที่ต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยออกมาในขณะนี้นั้น นายอาชว์ กล่าวว่า ต่างชาติจำเป็นต้องถอนทุนออกจากประเทศไทย เพื่อรอดูสถานการณ์การเมือง รวมทั้งยังเป็นห่วงการจัดตั้งกองทุนพลังงาน แต่เชื่อว่าประเทศไทยยังคงน่าลงทุนอันดับสอง รองจากเวียดนาม ตามการสำรวจของหอการค้าไทย