เนื้อหาวันที่ : 2008-06-03 09:37:11 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 2757 views

ความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน (ตอนที่ 1)

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ จากการย้ายฐานการผลิตมาจีน ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าสุทธิในปัจจุบัน ทั้งที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านนี้มาก่อน แต่จีนตามทันและแซงหน้าสหรัฐฯ ไปในปี 2546 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการย้ายฐานการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจีน

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ จากการย้ายฐานการผลิตมาจีน ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าสุทธิในปัจจุบัน ทั้งที่สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านนี้มาก่อน แต่จีนตามทันและแซงหน้าสหรัฐฯ ไปในปี 2546 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการย้ายฐานการผลิตเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะจีน

.

โดยในปี 2548 ความสามารถในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร้อยละ 75 อยู่นอกสหรัฐฯ และเพียงร้อยละ 25 ที่อยู่ในสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2548 ร้อยละ 46 ของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ในโลกอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในระยะยาว จีนได้ประกาศจุดมุ่งหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อสนองความต้องการภายในประเทศให้มากที่สุด

.

ความสำเร็จจากการย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์มาจีนย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เองและอาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และเป็นผู้ส่งออกเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าที่สำคัญรายหนึ่ง ดังนั้น บทความนี้จึงขอนำเสนอความสำเร็จของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใน 4 ส่วนหลัก คือ

.

ส่วนที่หนึ่งเป็นสรุปผลกระทบของจีนต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยสรุปจากเอกสารเรื่อง “’s Impact on the Semiconductor Industry: Connectedthinking” ของ PriceWaterHouse Coopers ส่วนที่สองนำเสนอทฤษฎีเบื้องหลังความสำเร็จของจีน ส่วนที่สามกล่าวถึงบทเรียนสำหรับประเทศไทยและข้อสังเกตของผู้สรุป และ ส่วนสุดท้ายนำเสนอแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ในไทย เพื่อประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย

.
1. สรุปผลกระทบของจีนที่มีต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และข้อเสนอแนะ

ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1990 มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากมาสู่จีน ปัจจัยดังกล่าวนอกจากเรื่องต้นทุนแรงงานต่ำในหลายส่วนของจีน ยังมีปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ การย้ายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดความจำเป็นตามมาสำหรับผู้จัดหาวัตถุดิบประเภท chip ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ดั้งเดิม(OEM) ผู้ออกแบบดั้งเดิม (ODM) และผู้ให้บริการการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และมาตรการจูงใจของรัฐบาลจีนด้านภาษี เงินกู้ และที่ดิน การย้ายฐานการผลิตดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในด้านต่างๆ ซึ่งผลกระทบดังต่อไปนี้ได้สรุปจากเอกสารเรื่อง ผลกระทบของจีนที่มีต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (China’s Impact on the Semiconductor Industry)”เป็นสรุปผลการวิเคราะห์ของ PriceWaterHouse Coopers ใน Connectedthinking พร้อมข้อเสนอแนะของ PriceWaterHouse Coopers ด้วย

.

1.1 สรุปผลกระทบ

 

1) อุปทาน/ศักยภาพการผลิต:

(1) ถึงแม้ความสามารถในการผลิตของจีนได้เพิ่มเร็วมาก แต่ก็ยังไม่มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินจนอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง เพราะความสามารถที่เพิ่มเร็วมากเป็นการเพิ่มของความสามารถในธุรกิจรับจ้างผลิต โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในปี 2003 ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการผลิตของจีนเพิ่มจาก ร้อยละ 5 เป็นมากกว่าร้อยละ 6 ของรายได้รับจ้างผลิตทั่วโลก(ตามการคาดคะเนของ Gartner Dataquest พบว่ารายได้จากการรับจ้างผลิตไอซีในจีนจะเพิ่มจาก $770 ล้าน ในปี 2003 มาเป็น $ 4.1 พันล้านในปี 2008 โดยมีอัตราการขยายตัวเกือบร้อยละ 40 ต่อปี) ทั้งนี้ในระยะสั้นจะส่งผลมากที่สุดต่ออุปทานของโรงงานที่รับจ้างผลิตไอซี (มีเฉพาะกระบวนการผลิต) ทำให้ราคาของไอซีสำเร็จรูปเปลี่ยนแปลง และอาจมีผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มที่จะได้รับผลเสียจากยุทธศาสตร์การเจาะราคา

(2) ความสามารถในการผลิตไอซีในจีนหลังปี 2006 มีมากเพียงพอที่จะส่งผลต่อตลาดไอซีทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตไอซี และเซมิคอนดักเตอร์ทั้งชุด การประกอบและการทดสอบ การเน้นของจีนอยู่ที่โรงงานรับจ้างการผลิต (foundry) เพื่อเร่งการขยายตัวของธุรกิจที่เป็นการผลิตไอซี โดยไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง เช่น บริษัทที่ออกแบบไอซีโดยทั่วๆ ไป และเป็นธุรกิจที่รับจ้างผลิตไอซี (fabless/foundry business model) โดยการประกอบกับการทดสอบจะใช้บริการจากภายนอกประเทศได้เพิ่มความผันผวนของราคาในธุรกิจเหล่านั้น 3 แห่งที่มีเครื่องมือในการลงทุนโรงงานผลิตไอซีที่ทันสมัย ความได้เปรียบในด้านขนาดและความกว้างของไอซีทำให้โรงงานเหล่านี้สามารถลดต้นทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

(3) ขีดความสามารถในการผลิตไอซี ขนาด 12 นิ้ว (300 มม.)ในปี2010 ณ เดือนเมษายน 2004 จีนมีโรงงานผลิตไอซีขนาดดังกล่าวอยู่ 3 ราย (ทั้งหมดเป็นเจ้าของโดยSMIC) และได้ติดตั้งเครื่องมือในการผลิตในปี 2004 2005 และ 2006 ตามลำดับ (ตามข้อมูลของWorld Fab Watch) โรงงานทั้งสามรายผลิตได้น้อยกว่าร้อยละ 10 ของการผลิตโลกในปี 2010 ซึ่งอย่างน้อยมีโรงงานผลิตไอซีหนึ่งรายที่สามารถเริ่มการผลิตในปี 2006 ทั้งนี้โรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีในจีนที่มีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีจะอยู่ในบริษัท 2

.

2) อุปสงค์:

(1) ช่องว่างระหว่างการบริโภคและการผลิตภายในของจีน (ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่บริโภคและสิ่งที่ผลิตภายในประเทศ) ได้เพิ่มขึ้นจาก $5.7 พันล้าน ในปี 1999 มาเป็น $ 20.9 พันล้าน ในปี 2003 (บริษัทที่ปรึกษา CCID) โดยช่องว่างดังกล่าวได้เปิดกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2001 รัฐบาลจีนจึงได้มีแนวโน้มในการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ เนื่องจากห่วงโซ่มูลค่าของเซมิคอนดักเตอร์ในจีนมีการพัฒนา เมื่ออุปสงค์เพิ่ม แหล่งอุปทานภายในประเทศก็เพิ่มด้วย การประกอบและการทดสอบ และโรงงานผลิตไอซีภายในประเทศพยายามลดห่วงโซ่ของอุปทานลง ด้วยการกระตุ้นผู้ผลิตวัตถุดิบจากภายนอกประเทศให้มาตั้งโรงงานในจีน ความต้องการการบำรุงรักษา การสนับสนุนลูกค้า และการฝึกอบรมจากผู้ผลิตเครื่องมือจะเพิ่มตามมาด้วย

(2) อุปสงค์ภายในเมื่อเปรียบเทียบกับอุปสงค์ของประเทศอื่นๆในเอเชียที่มีขนาดเล็กกว่ามาก: จีนที่มีประชากรถึงร้อยละ 21 ของประชากรโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เป็นเพียงร้อยละ 4 ของ GDP โลก ในปี 2003สมมตอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 7.5 จากปี 2003 ถึงปี 2010 จีนจะผลิต GDP เพิ่มขึ้นอีก $ 790 พันล้านในปี 2010 จากระดับ GDP ในปี 2003 หรือ เฉลี่ยเพิ่มขึ้น $ 1,246 ต่อคน ความมั่งคั่งจะยังคงกระจายไม่เท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง

โดยจีนจะมีคนน้อยกว่า 100 ล้านคนอาศัยอยู่ตามเมืองหลักๆ และน้อยกว่า 50 ล้านคนอาศัยอยู่ในเมืองตามจังหวัดที่มั่งคั่งที่สุด ดังนั้น ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของจีนต่อตลาดโลกจะยังคงมีอยู่เพราะเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกมากกว่าเป็นผู้บริโภคสินค้าสำเร็จรูป โดยการใช้จ่ายของปัจเจกบุคคลในจีนยังคงจำกัดอยู่เฉพาะประชากรจำนวนนอ้ ยมากถึงแม้ตลาดภายในประเทศจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลกระทบต่อตลาดโลกจะสามารถเปรียบเทียบกับผลกระทบของญี่ปุ่นในช่วงปี 1950 และ ช่วง 1960 และอาจมากกว่าของเกาหลีใต้ในช่วงปี 1980 และช่วงปี 1990

.

3) ราคา: ความสามารถในการผลิตของโรงงานรับจ้างการผลิต การประกอบและให้บริการทดสอบในจีนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างแรงกดดันต่อราคาของ chip หลายประเภท ประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นลอจิกพื้นฐาน (Standard logic) ไอซีประเภทตัวควบคุมขนาดเล็ก (Microcontrollers) หน่วยความจำที่มีความจำน้อย (Low-density memory) ไอซีที่มีสัญญาณอินพุท การประมวลผล และเอาท์พุท (Analog IC) และอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ เช่น ไดโอดส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจะเป็นหน่วยความจำที่มีความจำมาก (High-density memory)แม่พิมพ์ขนาดเล็ก (Microprocessors) และผลิตภัณฑ์ประยุกต์ใช้เฉพาะด้าน (Application-specific products) และโรงงานรับจ้างผลิตไอซี การประกอบชิ้นส่วน และการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นประเภทผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่อยู่นอกจีนจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางด้านราคา โดยผู้ผลิตในจีนทุกประเภทจะมีบทบาทในการกดดันราคา อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนจีนจะสามารถดำเนินการด้วยโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากธุรกิจที่เจ้าของเป็นต่างชาติซึ่งได้รับการกดดันมากที่สุด

.

บริษัทคนจีนสามารถบังคับต้นทุนแรงงานให้ลดลงได้อีก เนื่องจากไม่มีการบริหารจัดการตามมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยและสุขภาพของอาชีพ (Occupational Safety and Health Administrative : OSHA) และระเบียบอื่นๆที่ธุรกิจต่างชาติต้องปฏิบัติตามบริษัทแม่ นอกจากนี้บริษัทที่เจ้าของเป็นคนจีนยังสามารถจัดหาหรือเจรจาซื้อวัตถุดิบและที่ดินได้ในราคาที่ต่ำ โดยบริษัทเหล่านั้นอาจสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ต่ำกว่าต้นทุนเป็นเวลานานกว่าเพื่อได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งการตลาด การผลิตของบริษัทคนจีนสามารถอาศัยพลังที่มิใช่ตลาดที่มีผลต่อราคา เช่น โควตาการผลิตของรัฐบาล ซึ่งสามารถทำให้ผู้ผลิตสินค้าระดับล่างที่อยู่นอกจีนปรับความสมดุลของการผลิตไปสู่การผลิตสินค้าระดับกลาง เพื่อให้แข่งขันได้

.

4) ยอดขายตามเขตภูมิศาสตร์: ส่วนแบ่งการตลาดของจีนในยอดขายไอซี ได้เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 3.2 ในปี 1996 มาเป็นร้อยละ 17.9 ในปี 2003 และจะสูงถึงร้อยละ 25.6 ในปี2008 ทำให้จีนกลายเป็นตลาดไอซีที่น่าสนใจมากกว่าประเทศอื่น โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อความได้เปรียบคือ การสนับสนุนทางการตลาดและผลิตภัณฑ์ การให้บริการที่เพียงพอของบริษัทอุตสาหกรรมไอซี และการมีผู้จัดจำหน่ายที่เพียงพอ

.

5) การย้ายฐานการผลิต: 

(1) การเปลี่ยนแปลงในการแข่งขัน: อุตสาหกรรมการผลิตยังคงมีการย้ายฐาน เพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะว่าห่วงโซ่มูลค่าเป็นองค์รวม (Integrated Value Chain)โดยการเปลี่ยนแปลงในสถานที่ผลิตจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในส่วนแบ่งการตลาด ห่วงโซ่มูลค่า การกระจายกำไร ตลาด การประยุกต์ใช้ การวิจัยและพัฒนา สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา

(2) การเปลี่ยนแปลงในแบบจำลองทางธุรกิจ: ในกระบวนการผลิตและออกแบบไอซี ความสามารถของจีนที่สูงขึ้นเป็นการผลิตไอซีโดยไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง และเป็นโรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีมากกว่าโรงงานที่ผลิตเครื่องมือรวม (Integrated Device Manufacturing:IDM) ส่วนความสามารถในการประกอบและการทดสอบที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจะเป็นการใช้บริการจากภายนอก (Outsourced Semiconductor Assembly and Test Services: SATS) ทั้งนี้การรวมโรงงานที่รับจ้างผลิต ผู้ขายบริการการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (SATS) ผู้ผลิตด้านการออกแบบที่ริเริ่มก่อน (Original Design Manufacturer: ODM) หรือบริษัทบริการการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Manufacturing Services: EMS) และองค์ประกอบอื่นๆ ในห่วงโซ่มูลค่าจะมีความสำคัญต่อการดำเนินงานและการพัฒนาธุรกิจที่มีประสิทธิผล

.

 6) การออกแบบ: ขาดแคลนนักออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสามารถโดยเปรียบเทียบ โดยสิ้นปี 2003 มีบริษัทออกแบบที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง และอาศัยสัญญา ในจีนมีจำนวน 465 ราย ตามข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม มีเพียงผู้ออกแบบไอซีที่มีคุณสมบัติเพียง 500 รายทั้งประเทศ (ข้อมูลของ Advanced RISC Machines:ARM) โดยจีนสามารถผลิตนักออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ได้ 400 รายต่อปี ความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ในสาขาเฉพาะ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่ส่งผลใดๆ ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการขาดแคลนนักออกแบบจะไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ด้านการออกแบบของจีน จนถึงปี 2010 และความต้องการนักออกแบบต่างชาติจะสูง

.

7) ตลาดเครื่องมือใหม่: ยังเป็นตลาดเล็ก เนื่องจากยอดขายเครื่องมือใหม่ในจีนยังต่ำเมื่อเทียบกับการย้ายฐานการผลิตมาจีนซึ่งอยู่ในระดับที่สูง (คิดเป็นร้อยละ 7.5 ของตลาดเครื่องมือทั้งหมดในปี 2003) การศึกษาพบว่ามีความต้องการสูงในเครื่องมือที่ใช้แล้วที่มีราคาถูกกว่าและเครื่องมือที่ใช้แล้วที่อยู่ในสภาพดีมีอยู่ทั่วไป เพราะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักระหว่างปี 2000-2003 โดยมีธุรกิจจำนวนมากที่มีเงินลงทุนน้อยและไม่สามารถซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ใหม่ แต่มีบริษัทเพียง 2-3 รายในจีน เช่น โรงงานที่รับจ้างผลิตไอซีขนาด 12-นิ้ว x 500 มม. ที่มีเครื่องมือรุ่นล่าสุด

.

8) มาตรฐาน: รัฐบาลเอเชียหลายรัฐบาลได้หันมาพูดถึงประเด็นการจ่ายเงินค่าสิทธิสูงที่เป็นประโยชน์เบื้องต้นต่อบริษัทชาติตะวันตก โดยเฉพาะจีนได้เริ่มดำเนินการจัดตั้งมาตรฐานที่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ของตนเอง ซึ่งบางมาตรฐานจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ความพยายามของประเทศที่จะมีอิทธิพลต่อมาตรฐานยังคงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้ความพยายามในการจัดตั้งมาตรฐานของรัฐบาลจีนยากที่จะมองข้ามได้ บริษัทที่ได้ลงทุนการวิจัยและพัฒนาในการพัฒนามาตรฐานแล้วจะต้องขยายยุทธศาสตร์ของตนเองมาโต้ตอบจีน

.

9) ลักษณะของการผลิต: ผลิตปริมาณมากทำให้ร้อยละของมูลค่าในชุดของการผลิตต่ำลง โดยในปี 2008 จีนจะผลิตอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ (Discrete) คิดเป็นร้อยละ 35 ของการผลิตประเภทนี้ทั่วโลกและคิดเป็นร้อยละ 28 ของความสามารถในการผลิตไอซี การประกอบและทดสอบ (ปริมาณการผลิตกำลังเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 และร้อยละ 11 ตามลำดับในปี 2003) อย่างไรก็ตามมูลค่าของการผลิต การประกอบ และทดสอบ ในจีนมีเพียงร้อยละ 9 ของมูลค่าการผลิตทั่วโลกในปี2003 ส่งผลทำให้จีนจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดราคาส่วนประกอบและการทดสอบของเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับอุปกรณ์ตัวเดียวโดดๆ และไอซีที่มีการผลิตในปริมาณมาก ต้นทุนต่ำ

.

10) รายรับจากการผลิตอิเล็กทรอนิกส์: รายรับจากการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในจีนจะเพิ่มขึ้นสามเท่าในปี 2010 โดย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17 ในปี 2003 และคิดเป็นมูลค่า $ 285 พันล้าน (IC Insights และ PricewaterhouseCoopers) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลของ ODM และEMS มากขึ้น ในทางตรงข้าม รายรับจากการผลิตทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6 ในช่วงเวลาเดียวกันการผลิต ODM จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 ตามการผลิตของ EMS และการผลิตตามสัญญาอื่นๆ โดยความสำคัญของช่องทาง ODM สำหรับการเพิ่มยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ทำชุดของ chip และเกณฑ์สำหรับวัดมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการออกแบบเพื่อการอ้างอิงและดำเนินการออกแบบระบบมากขึ้น

.
11) อื่นๆ ประกอบด้วย

(1) ระดับการผลิตมือถือ อุปกรณ์สำหรับผู้บริโภค เครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วสูง: ในปี 2007 สัดส่วนของจีนในการผลิตเครื่องเล่นวีดิโอเกมส์จะมากกว่าร้อยละ 50 ตามข้อมูลของ Gartner Dataquest การผลิตโทรทัศน์สีและคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้วจะมากกว่าร้อยละ 40 และการผลิตโทรศัพท์มือถือจะถึงร้อยละ 40 เช่นเดียวกัน ในปี 2010 การผลิตโทรศัพท์รุ่น 3G แต่เพียงอย่างเดียวจะใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นมูลค่าถึง $ 20 พันล้าน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเพิ่มความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น

(2) การบริโภคหน่วยความจำของจีนและการประยุกต์ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานพิเศษ (ASSPs) จะมากกว่าการบริโภคส่วนประกอบที่เป็นไมโคร (Micro-components) ในปี 2006 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคกำลังก่อให้เกิดการผลิตเป็นร้อยละที่สูงมากในจีนซึ่งทำให้บริษัทที่ผลิตมีความพอใจ เพราะอยู่ในตำแหน่งการแข่งขันที่ดี

(3) โรงงานที่ผลิตเครื่องมือรวม (Integrated Device Manufacturing:IDM) มาก เพราะได้รับการจัดอันดับเป็นยอดขายทั่วโลกใน 25 อันดับแรกซึ่งจะเข้ามาในจีนในปี2010 หรือช้ากว่านั้นไม่นาน บทบาทเชิงรุกของรัฐบาลจีนในการดูแลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะมีผลที่คาดไม่ถึงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ แต่แรงกระตุ้นในการสร้าง IDM ที่สามารถแข่งขันได้ทั่วโลกมีสูงมาก การขยายตัวของ IDM อันเกิดจากยอดขายที่ออกแบบตามความต้องการของคนจีน ผลที่เป็นไปได้อันหนึ่งของการพัฒนา IDM ที่สำคัญที่กระตุ้นโดยรัฐบาลจีนจะเป็นการขาดแคลนระดับ playing field ในสาขาผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้ IDM ของจีนชนะคนอื่น IDM อาจได้เปรียบมากขึ้นผ่านความสัมพันธ์พิเศษกับผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม (original Equipmentmanufacturers: OEM) หรือโดยการทำงานผ่านบริษัท EMS หรือ บริษัท ODM

(4) การออกแบบหนึ่งในสามของไอซีของจีนอยู่ที่ขนาด 0.18 um หรือต่ำกว่า (ข้อมูลปี 2003) ส่วนการออกแบบที่ 0.13um เริ่มผลิตในเดือนกรกฎาคม 2004 โดยนักออกแบบที่มีความสามารถของจีนจะสามารถแข่งขันทั่วโลกได้มากขึ้นในไม่ช้า โดยเฉพาะในสาขาของไอซีลอจิก

.

1.2 ข้อเสนอแนะ (Recommendations)

อิทธิพลของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลในวงกว้างข้อเสนอแนะของ PricewaterhouseCoopers ต่อไปนี้จึงเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับบริษัทที่แสวงหาความได้เปรียบในโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในจีน หรือคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากบทบาทใหม่ของจีนในฐานะเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายสำคัญของโลก

1) การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การได้มาซึ่งเทคโนโลยีและการลงทุนในการวิจัยและพัฒนายังคงมีราคาสูงสำหรับธุรกิจที่เข้ามาใหม่ เนื่องจากการผูกขาดของชาติตะวันตกในวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทำให้ธุรกิจตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม ธุรกิจที่เข้ามาใหม่จึงอาจใช้วิธีการประหยัดต้นทุนด้วยลอกเลียนการออกแบบ chip ใหม่ด้วยวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse engineering) หรือผู้ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีอาจลอบบี้ รัฐบาลให้ควบคุมหรือจำกัดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ขัดต่อระเบียบขององค์การการค้าโลก ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นการศึกษาจึงมีข้อเสนอในเรื่องนี้ โดยประกอบด้วย

                   (1) หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลใดๆที่อาจเป็นอันตรายต่อความได้เปรียบเชิงแข่งขัน 

                   (2) จัดทำประเมินความเสี่ยงก่อนการเข้าไปเสี่ยงใดๆ ในจีน 

                   (3) ออกแบบและดำเนินระบบความมั่นคงทางกายภาพและทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่เหมาะสมสำหรับการเสี่ยง 

                   (4) จัดตั้งความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลูกจ้างและให้การศึกษาและองค์ความรู้พวกเขาเกี่ยวกับวิธีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีที่สุด 

                   (5) จัดตั้งความร่วมมือกับบริษัทและหน่วยงานภาครัฐที่สามารถได้รับผลประโยชน์จากการปกป้องทรัพย์ทางปัญญา 

                   (6) ติดตามทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก และติดตามผู้ฝ่าฝืน 

                   (7) หลีกเลี่ยงการประเมินขีดความสามารถในการทำวิจัยและพัฒนา(R&D) ของจีนต่ำเกินไป

2) เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งจะมีมากขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นอุตสาหกรรมวัฏจักรที่มีความผันผวนในอุปสงค์และอุปทานสูงด้วยการพัฒนาแผนฉุกเฉิน (Contingency Plan) ซึ่งสามารถปรับปรุงได้เป็นช่วงๆ

3) ใช้ช่วงที่มีส่วนเกินการผลิตให้เป็นประโยชน์ด้วยกลยุทธ์การเจรจาและติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงนี้ ผู้ซื้อบริการการรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์หรือบริการการประกอบและทดสอบอาจสามารถเจรจาต่อรองได้ราคาดีเนื่องจากจีนอาจต้องการรักษาการผลิต

4) กำหนดและเน้นกลุ่มลูกค้าที่เข้มแข็งเฉพาะด้านและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ การประเมินลูกค้ามีความสำคัญต่อความสำเร็จของกลยุทธ์ทางตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในจีนมากกว่าที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง เพราะว่าการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและการขาดความพร้อมในข้อมูลของธุรกิจ

5) ประเมินหุ้นส่วนและผู้ป้อนวัตถุดิบใหม่ๆ อย่างละเอียดก่อนให้คำมั่นสัญญาเพื่อป้องกันความล้มเหลวเชิงธุรกิจ เนื่องจากจากการศึกษาพบว่าสาเหตุใหญ่ที่สุดเพียงประการเดียวของความล้มเหลวและการสูญเสียในจีนเป็นการไม่รู้ที่ดีพอเกี่ยวกับหุ้นส่วน ผู้ป้อนวัตถุดิบ หรือลูกค้าก่อนให้คำมั่นสัญญา

6) ผู้นำทางตลาดที่โอบล้อมด้วยการแข่งขันจากภายนอก การคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถสูงอาจทำไม่ได้ภายในกำหนดเวลา ทำให้เกิดการขาดแคลนภายในธุรกิจ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมสูง ซึ่งอาจมีผลต่อการเอาชนะคู่แข่งขันหรือเป็นผู้นำทางตลาด จึงควรมีการเตรียมความพร้อมในด้านบุคลากรไว้ด้วย

7) ผู้ผลิตต้นทุนต่ำและปริมาณมาก ด้วยการเข้าร่วมแข่งขันภายในประเทศ ในระยะยาวผู้ผลิตสินค้ามาตรฐานที่หลายแหล่งและเก่ากว่าอาจสามารถผลิตด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าด้วยการร่วมทุนกับหุ้นส่วนที่เป็นคนจีน กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับการถ่ายเทเครื่องมือจากเก่ามาสู่ใหม่ในจีนซึ่งอาจมีทำเลและผังการผลิตที่เหมาะสม หรืออาจเกี่ยวข้องกับการซื้อเครื่องมือที่ใช้แล้วในราคาต่ำดังนั้นการร่วมทุนอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะธุรกิจเข้าสู่ตลาดภายในของจีน

8) คัดเลือกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ในจีนไม่ควรประเมินสงครามราคาต่ำเกินไป อย่างน้อยที่สุด ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาจุดแข็งของการแข่งขันในสาขานี้ ความเต็มใจของลูกค้าที่จะใช้ผลิตภัณฑ์หนึ่งแทนอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง กำไรที่เพียงพอการอยู่รอดของอุตสาหกรรม พลวัต และแนวโน้มในอนาคต ธุรกิจบางแห่งคุ้นเคยกับการแข่งขันด้านราคาอาจไม่คุ้นเคยกับกลยุทธ์อย่างเดียวกันในจีน ผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูงจะประสบกับอุปสรรคในการเข้าที่สูงกว่าอาจให้โอกาสที่มากกว่าก็ได้ในกรณีดังกล่าว

9) ให้การสนับสนุนนักพัฒนาเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น ให้การสนับสนุนที่เข้มแข็งแก่ผลิตภัณฑ์ที่เจาะตลาดให้สำเร็จได้ยาก เช่น เครื่องมือเท็กซัส (Texas Instruments) ธุรกิจควรทำผลิตภัณฑ์ให้ประกอบกับผลิตภัณฑ์ของจีนได้ ได้แก่ คู่มือข้อมูล เอกสารประกอบการประยุกต์ใช้ และเอกสารอ้างอิงในการออกแบบ จอและส่วนประกอบของเครื่องมือต่างๆ ควรเป็นภาษาจีน ซึ่งมีความสำคัญมาก

10) จัดตั้งและปกป้องสินค้ามียี่ห้อในจีน ถึงแม้จะเป็นสินค้าราคาถูก การยอมรับในคุณภาพของยี่ห้อสามารถขายได้ราคาดีเยี่ยม ด้วยการโฆษณา และใช้อิทธิพลของมหาวิทยาลัย

11) ส่งเสริมและยึดการปฏิบัติเพื่อสุขภาพ ความปลอดภัย อย่างดีที่สุด และการปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในทางปฏิบัติประเด็นเหล่านี้ในจีนต่ำกว่ามาตรฐานในหลายที่ และการแข่งขันอย่างรุนแรงในเชิงราคาอาจไม่จูงใจให้ใช้กระบวนการที่เหมาะสม ธุรกิจจึงควรส่งเสริมการใช้หรือการจัดตั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมร่วมและแนวทางการดำเนินงานร่วมทั่วทุกแห่งในจีนเพื่อให้แข่งขันด้วยมาตรฐานเดียวกัน

12) ลงทุนได้ก่อนในการพัฒนามาตรฐานในเอเชีย ผู้ผลิตวงจรรวมขนาดใหญ่ มีเครื่องมือที่จะลงทุนได้ก่อนในการพัฒนาประเภทของผลิตภัณฑ์ในจีน เช่น STMicroelectronics ได้อนุญาตเทคโนโลยีให้เข้าถึงหลายรหัสในเวลาเดียวกัน (Synchronous Code Division MultipleAccess: TD-SCDMA) คาดว่าจะมีการนำเข้าสู่ตลาดมวลชนในปี 2005 ธุรกิจขนาดเล็กอาจมีโอกาสเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจในท้องถิ่นที่อาจได้รับอนุญาตให้ใช้ในเงื่อนไขที่พึงพอใจ

13) อิทธิพลของการลงทุนที่เสี่ยงที่ประสบความสำเร็จในจีน บริษัทข้ามชาติได้เปรียบในการเสี่ยงลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ในจีนและถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ ธุรกิจหลายแห่งที่ต่างชาติเป็นเจ้าของหรือการร่วมทุนในจีนมีประวัติการทำธุรกิจและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ของเขาเป็นเพียงความพยายามของเขาเมื่อเร็วๆนี้ ธุรกิจเหล่านี้มีกองกำลังด้านบุคลากรที่มีประสบการณ์ที่สามารถย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง   

14) คาดคะเนปัญหาโลจิสติกส์ และวางแผนการส่งสินค้าที่มีประสิทธิผลโลจิสติกส์ในจีนมีความซับซ้อน ผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปใช้จึงควรมีขีดความสามารถในการขนส่งที่มีประสิทธิผลและทันต่อเวลา โรงงานในจีนได้รับการสนับสนุนทางด้านโลจิสติกส์ ที่เป็นความต้องการขั้นต่ำสุดที่จะมีผลต่อความสำเร็จในการส่งมอบผลิตภัณฑ์

15) นำกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างมาใช้ ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เป็นประเภทไม่มีโรงงานหรือเป็นธุรกิจขนาดเบาอาจพิจารณาการจัดตั้งความสัมพันธ์กับธุรกิจรับจ้างผลิตหนึ่งแห่งหรือมากว่า เพื่อผลในการจัดซื้อจัดจ้างในต้นทุนที่ลดลง

16) ทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลท้องถิ่น กระบวนการการบริหารจัดการในจีนค่อนข้างซับซ้อนและแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการและสิ่งจูงใจเฉพาะของตนเอง ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่มีโรงงานในจีนได้ทำผิดพลาดเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง ธุรกิจจึงควรตระหนักเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลส่วนท้องถิ่นในการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับโรงงานที่จัดตั้ง

.
2. ทฤษฎีเบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

ประเทศในเอเชียตะวันออกได้ประสบผลสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้กันทั่วหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน ซึ่งใช้วิธีการแบบผสมระหว่างแนวคิดของนักเสรีใหม่ (Neoliberal view) และทฤษฎีของภาครัฐเชิงพัฒนา (Developmental State Theory) ตามมุมมองของนักเสรีใหม่มองผลสำเร็จเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ยืมมาอย่างต่อเนื่องจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ผ่านทางใบอนุญาต (licensing) ของธุรกิจข้ามชาติ และใช้ความได้เปรียบจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่ามากเพื่อบรรลุการขยายตัวทางการผลิต ซึ่งภาครัฐไม่มี

.
ที่มา : สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ