เนื้อหาวันที่ : 2008-05-15 11:53:39 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 2369 views

พรีเมียร์ เคาะราคาขายหุ้น 3.10 บาท ตั้งเป้ารายได้กำไรโตกว่า 10% อย่างน้อย 3-5 ปี

พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง กำหนดราคาเสนอขายหุ้นขายไอพีโอ 3.10 บาท พร้อมเซ็นสัญญาแต่งตั้งโบรกเกอร์ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ กำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ

.

บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นขายไอพีโอ 3.10 บาท พร้อมเซ็นสัญญาแต่งตั้งโบรกเกอร์ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ  กำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ

.

ดร.สมชาย ชุณหรัศมิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) (PM) เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปในครั้งแรก (IPO) ในราคาหุ้นละ 3.10 บาท โดยจะเปิดขายหุ้นสามัญจำนวน 215 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ค.นี้ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด(มหาชน) เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีบริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จํากัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในครั้งนี้

.

พร้อมกันนี้ บริษัทได้เซ็นสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ผู้ร่วมจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นตัน

.

ดร.สมชาย กล่าวว่า หุ้น PM จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ จัดอยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้ราคาขายที่หุ้นละ 3.10 บาท คิดเป็น PE Ratio ในปีนี้ที่ 8.1 เท่า และเชื่อว่าหุ้นของบริษัทจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน เนื่องจากจุดแข็งของบริษัท คือ การมีแบรนด์สินค้าของตัวเองที่ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลานาน เช่น ปลาสวรรค์ทาโร และลูกอมคอริฟีน-ซี เป็นต้น

.

โดยเฉพาะปลาสวรรค์ทาโร ถือเป็นสินค้าหลักของบริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 68.5% ทิ้งห่างคู่แข่ง ซึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 15% และปลาสวรรค์ทาโรยังคิดเป็น 60% ของยอดขายสินค้าอุปโภคทั้งหมดของ PM หรือคิดเป็น 35% ของยอดขายรวมของบริษัท สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมปลาเส้นยังเติบโตประมาณ 10% ในปี 2551 นี้ ส่งผลให้มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 1,304 ล้านบาทในปี 2550 เป็น 1,434 ล้านบาทในปี2551

.

นอกจากนี้ บริษัทมีช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่งในตลาดผ่านร้านค้าสมัยใหม่ แบบดั้งเดิม และรถขายเงินสด โดยเฉพาะร้านค้าปลีกรายย่อย 30,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งตอบสนองการกระจายสินค้าได้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งความร่วมมือกับพันธมิตรและการหาคู่ค้า ที่มีเป้าหมายในระยะยาวร่วมกันจะเป็นส่วนสนับสนุนให้มูลค่าเพิ่มของหุ้นบริษัทสูงขึ้นได้ในอนาคต

.

ด้านผลการดำเนินงานของบริษัท มีกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปี ย้อนหลังเติบโตเฉลี่ย 10% โดยปี2550 มีรายได้ 2,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2549 ที่มีรายได้ 2,459 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในปี 2550 มีจำนวน 207 ล้านบาท เติบโต 40% จากปี 2549 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท และปี 2548 มีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้และกำไรจะเติบโตกว่า 10% อย่างน้อย 3-5 ปี

.

ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าสำเร็จรูป ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ บริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ (PCI) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PM นั้น มียอดขายประมาณ 54% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ารวมทั้งหมดเป็นการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเกือบแทบทั้งสิ้น ตามคำสั่งซื้อจาก Nichimo ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ PCI มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ในการนำผลิตภัณฑ์ของ PCI ที่ผลิตและบรรจุกระป๋องแล้วไปจำหน่ายต่อในประเทศญี่ปุ่น

.

สำหรับเงินที่ได้จากการขายหุ้น จะนำไปปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัท โดยส่วนหนึ่งจะนำไปชำระเงินกู้ยืมของบริษัทและบริษัทย่อย และ ส่วนเงินที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ ซึ่งจะทำฐานะทางการเงินของบริษัทแข็งแกร่ง ส่วนขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 500 ล้านบาท บริษัทคาดว่าจะล้างขาดทุนสะสมได้หมดภายในปีนี้ และจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้

.

โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ โดยหลังเสนอขายหุ้น IPO จะส่งผลให้ทุนจดทะเบียนและชำระแล้วเป็น 650 ล้านบาท โดยหุ้น IPO คิดเป็น 33.08% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้ว