เนื้อหาวันที่ : 2019-12-15 12:15:24 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 899 views

อรูบ้าเปิดตัวสวิตช์รุ่นใหม่ ความสามารถเพียบพร้อมรอบด้านครบวงจร ครอบคลุมการใช้งานทั้งระบบเครือข่ายภายในองค์กรธุรกิจ สาขา และดาต้าเซ็นเตอร์

อรูบ้า บริษัทในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ (NYSE: HPE) ออกประกาศเปลี่ยนแปลงกฎของระบบเครือข่ายด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมของอุปกรณ์สวิตช์รุ่นใหม่และซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของระบบเครือข่ายในองค์กรธุรกิจ สาขา และดาต้าเซ็นเตอร์สมัยใหม่ในทุกวันนี้ โดยผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX ได้มีการเพิ่มผลิตภัณฑ์สวิตช์แบบตายตัว Aruba CX 6300 Series และผลิตภัณฑ์สวิตช์แบบโมดูลาร์ Aruba CX 6400 เข้ามาในฐานะของ Aggregation Switch และ Core Switch อีกทั้งยังมีการเพิ่มนวัตกรรมล้ำสมัยล่าสุดเข้าไปยังระบบปฏิบัติการ AOS-CX ด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ให้บริการระบบเครือข่ายมีระบบสวิตช์ครบวงจรเพียงระบบเดียวที่บริหารจัดการได้โดยอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูลครบวงจร เปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายให้ง่ายขึ้น สามารถเร่งสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้มากมายยิ่งขึ้นสำหรับปัจจุบันและอนาคต

อรูบ้าเป็นบริษัทแรกที่นำเสนอแพลตฟอร์มสวิตชิ่งซึ่งทำงานบนระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยอย่าง AOS-CX สำหรับระบบเครือข่ายส่วนเชื่อมต่อไปจนถึงศูนย์กลางและดาต้าเซ็นเตอร์ แพลตฟอร์มแบบ Cloud-Native โดยเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์นี้ยังได้ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้นอีกด้วยการใช้เทคโนโลยี Network Analytics Engine (NAE) อันทรงพลังของอรูบ้า นำความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติและระบบวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีอยู่ภายในมาช่วยให้การบริหารจัดการง่ายดายยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับปัญหาในเชิงประสิทธิภาพของระบบแอปพลิเคชันและปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นภายในระบบเครือข่าย

Keerti Melkote ประธานและผู้ก่อตั้งของอรูบ้า บริษัทในเครือฮิวเล็ตต์แพ็คการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า “ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้จะต้องเป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายทางของเครือข่ายไปจนถึงคลาวด์ และเพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะถือเป็นรากฐานที่สำคัญ เราเชื่อว่า AI คือกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอองค์ความรู้ที่พร้อมนำไปใช้งาน และการทำงานโดยอัตโนมัติสำหรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่เพื่อเสริมความสามารถของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายให้สามารถตรวจสอบแก้ไขปัญหา บรรเทาปัญหา และป้องกันปัญหาซึ่งเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดส่วนหนึ่งของงานทางด้าน IT วิสัยทัศน์ของเราต่ออนาคตนั้นก็คือสถาปัตยกรรมแบบ Cloud-Native ที่สามารถทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ได้ ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญอันจะนำไปสู่ทิศทางนั้นได้สำเร็จ”

Justin Chiah ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปแห่งอรูบ้าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ด้วยระบบเครือข่ายหลักของธุรกิจ สาขา และดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานร่วมกันในฐานะของรากฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนดิจิทัลแพลตฟอร์มซึ่งองค์กรธุรกิจที่ทันสมัยในทุกวันนี้ต้องใช้งาน การประกาศในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการที่อรูบ้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถจัดการกับกระบวนการทำงานที่หลากหลาย ระบบเครือข่ายล้าสมัยที่มีอยู่เดิม และประเด็นด้านการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในระบบเครือข่ายเพื่อสร้างการเชื่อมต่อระหว่างบริการต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อในยุคสมัยแห่ง Edge-Cloud ผ่านการออกแบบด้วยแนวคิด Cloud-Native ความสามารถของ Aruba AOS-CX ได้รวมการทำงานโดยอัตโนมัติและความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลชั้นสูงเอาไว้เพื่อให้นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที เพิ่มความมั่นคงทนทานและความยืดหยุ่น ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้งานการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดต่อความต้องการเฉพาะทางได้ แนวทางนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งต้องการยกระดับความสำคัญให้กับระบบเครือข่ายที่รองรับต่อการใช้งานในอนาคตได้ท่ามกลางช่วงเวลาที่ดิจิทัลกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง”

ทุกวันนี้องค์กรธุรกิจไม่อาจคงความสามารถในการแข่งขันได้ด้วยการมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและแบนด์วิดธ์ที่มากขึ้นเท่านั้น แต่องค์กรธุรกิจสมัยใหม่นั้นต้องการสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัย สามารถตรวจสอบความถูกต้องในการทำงานและปรับแต่งการทำงานได้ด้วยตนเองเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างอัตโนมัติครบวงจร สามารถช่วยสนับสนุนระบบแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญสูงได้อย่างชาญฉลาด ปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีรูปแบบใหม่ ๆ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจในปัจจุบัน จนถึงบัดนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายยังคงต้องต่อสู้กับสถาปัตยกรรมที่ไม่ยืดหยุ่นและไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องบริหารจัดการสำนักงานสาขา ระบบเครือข่ายหลักขององค์กรธุรกิจ และดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกัน สถาปัตยกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยกระบวนการที่ผู้ดูแลระบบต้องลงมือจัดการเองบนระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของระบบปฏิบัติการ การที่ระบบเครือข่ายไม่อาจตอบสนองต่อความสามารถในสมัยใหม่ และข้อมูลอันไร้ระเบียบปริมาณมหาศาลที่ไม่สามารถนำมาสร้างประโยชน์อันใดได้

Gartner ระบุว่า “เมื่อความเร็วในการอัปเดตระบบนั้นสูงขึ้น การให้ผู้ดูแลระบบวางแผนในการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายสิบส่วน ร้อยส่วน หรือพันส่วนทุก ๆ ครั้งที่แอปพลิเคชันมีการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองนั้นก็เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยตนเองนั้นไม่เพียงแต่จะไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดปริมาณมากมายมหาศาลได้อีกด้วย”
กระบวนการที่ผู้ดูแลระบบต้องทำด้วยตนเองนั้นสามารถขัดขวางความสามารถขององค์กรธุรกิจในการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการก้าวสู่ตลาดใหม่เพื่อการแข่งขันได้เป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นอุปสรรคจำนวนมากเหล่านี้ยังสามารถถูกก้าวข้ามได้ด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Cloud-Native โดยหากอ้างอิงจาก Gartner แล้วจะพบว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบ Cloud-Native จะมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้:

  • การแบ่งระบบออกเป็นหน่วยย่อย (Modularity) – โดยมีชั้นของการแบ่งแยกบริการแต่ละกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกันออกจากกัน (เช่น การใช้ Container หรือ Serverless Functions)
  • การควบคุมด้วยโปรแกรมได้ – มีการสนับสนุนการใช้งานและการบริหารจัดการผ่านทางระบบ API และการกำหนดนโยบายได้
  • มีความยืดหยุ่น – ทรัพยากรในระบบสามารถเพิ่มหรือลดได้อย่างยืดหยุ่นแบบอัตโนมัติ เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ในระบบบริหาร
  • มีความมั่นคงทนทาน – แต่ละบริการมีการเชื่อมต่ออย่างไม่ยึดติดกันจนเกินไป และทำงานแยกขาดจากกันโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกันเมื่อเกิดปัญหาในการทำงาน”

องค์กรธุรกิจสมัยใหม่นั้นต้องการระบบเครือข่ายตั้งแต่ปลายทางไปจนถึงคลาวด์ซึ่งทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำงานแบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้น ลดภาระของผู้ให้บริการระบบเครือข่ายลง ทำให้สามารถมุ่งเน้นไปยังงานที่มีความสำคัญสูงต่อธุรกิจได้มากขึ้น

ระบบปฏิบัติการเดียว สถาปัตยกรรม ASIC เดียว ดูแลรักษาด้วยแนวทางเดียวกัน
ด้วยการต่อยอดจากนวัตกรรมล้ำหน้าและความสำเร็จของ Core Switch รุ่น CX 8400 Series ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ AOS-CX ที่ผ่านมา อันจะเห็นได้จากก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการมีลูกค้าหลักรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อรูบ้ากำลังเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ด้วยผลิตภัณฑ์ตระกูลสวิตช์ที่ทันสมัยซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกันทั้งในระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจ การเชื่อมต่อสาขา จนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้การดูแลรักษาระบบเครือข่ายง่ายดายยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก แพลตฟอร์มใหม่ในผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX ได้รวมปัจจัยสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายสมัยใหม่เอาไว้ด้วยกัน ซึ่งรวมถึง:

  • สวิตช์ตระกูล Aruba CX 6300 และ Aruba CX 6400 ที่ใช้สถาปัตยกรรม ASIC รุ่นที่ 7 ของอรูบ้า: Aruba CX 6300 Series คือตระกูลของสวิตช์แบบ Stackable ที่สามารถเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นผ่านทาง Virtual Switching Framework (VSF) รองรับสมาชิกมากถึงสิบอุปกรณ์ มีการเชื่อมต่อเครือข่ายระดับ 10/25/50 Gigabit ให้พร้อมใช้งานเพื่อรองรับความต้องการด้านแบนด์วิดธ์ในปัจจุบันและอนาคตได้ ในขณะที่ Aruba CX 6400 Series เป็นสวิตช์แบบ Modular จะมีรุ่น Chassis แบบ 5 ช่องและ 10 ช่อง ซึ่งทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มขยายระบบจาก Gigabit POE ที่ชั้นของการเชื่อมต่อไปเป็น 100G ที่ชั้นของ Core ทำให้ลูกค้าสามารถทำงานอย่างมีมาตรฐานบนแพลตฟอร์มเดียวกันทั้งองค์กร รวมถึงการทำงานผสานรวมแบบไฮบริด
  • AOS-CX 10.4: AOS-CX รุ่นใหม่ที่มีความสามารถเพิ่มเติมด้านการเชื่อมต่อมากมายในระบบปฏิบัติการ สร้างความแตกต่างให้กับ CX ได้มากยิ่งขึ้นในขั้นของการเชื่อมต่อเครือข่าย ความสามารถเหล่านี้ ได้แก่ Aruba Dynamic Segmentation สามารถควบคุมนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ระบบเครือข่ายแบบมีสายและไร้สายร่วมกันได้ เพื่อบังคับใช้แก่ผู้ใช้ทุกคนและทุกอุปกรณ์ IoT, การใช้งาน Ethernet VPN (EVPN) over VxLAN สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างง่ายดายและมั่นคงปลอดภัยจากเครือข่ายขององค์กรธุรกิจไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ และ Virtual Switching Extension (VSX) ที่สามารถอัปเกรดได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบในระหว่างที่มีการบำรุงรักษาแต่อย่างใด
  • Aruba NetEdit 2.0 ทำงานร่วมกับ Network Analytics Engine (NAE): การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซอฟต์แวร์ Aruba NetEdit ในครั้งนี้ก็คือความสามารถในการทำงานร่วมกับ Aruba NAE ความสามารถนี้จะทำให้การแสดงผลการทำงานของระบบเครือข่ายจากศูนย์กลางเกิดขึ้นได้จากการใช้ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบกระจายตัวของ NAE ที่มีอยู่บนสวิตช์ทุกชุดภายในระบบเครือข่ายเพื่อลดเวลาที่ต้องใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันให้เหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ความสามารถในการทำงานได้แบบอัตโนมัติที่เพิ่มเข้ามานี้จะทำให้งานพื้นฐานมีความง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนการตั้งค่า หรือการเริ่มต้นติดตั้งใช้งานอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งล้วนสามารถทำงานได้ผ่าน CX Mobile App ทั้งสิ้น

ข้อความสนับสนุน
“ผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX รุ่นใหม่นี้ได้เปิดตัวสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ความต้องการในระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมีจำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น มีอุปกรณ์และสิ่งต่าง ๆ ต่อเชื่อมเข้ามามากขึ้น ซึ่งต้องการความเร็วที่สูงขึ้นและความล่าช้าที่น้อยลง องค์กรขนาดใหญ่กำลังมองหาแพลตฟอร์มที่ทรงพลัง สามารถบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างทันท่วงที ผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX จะทำให้ลูกค้าสามารถใช้งานแพลตฟอร์มเดียวสำหรับระบบสวิตช์ทั้งหมดตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์จนถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ ทำให้องค์กรมีระบบปฏิบัติการแบบ Cloud-Native ที่เหมือนกันทั้งองค์กร ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการได้อย่างง่ายดาย มีประสบการณ์ในการให้บริการเครือข่ายที่เหมือนกัน และมีการรับประกันคุณภาพในระดับที่สูงขึ้นได้” - Brandon Butler นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโส โครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายแห่ง IDC

“ผมเชื่อว่าผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX รุ่นใหม่นี้จะสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรสาธารณสุขสมัยใหม่ซึ่งมีหลายแง่มุมในการปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์และการรับส่งข้อมูลผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์ สถาบัน Seattle Children’s ได้เลือกใช้เทคโนโลยีของ Aruba ภายใน Building Cure ซึ่งเป็นสถาบันวิจัย โดยมีระบบปฏิบัติการ AOS-CX เป็นพื้นฐานที่สามารถให้บริการระบบเครือข่ายที่ไม่ต้องมีการหยุดการทำงานแต่อย่างใด และยังรองรับการใช้งานในอนาคตได้เป็นอย่างดี” - Dr. Zafar Chaudry รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการข้อมูลแห่ง Seattle Children’s

“ระบบเครือข่ายนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัยในการให้บริการของ Globe Life Field แห่งใหม่ที่มีกำหนดการเปิดให้บริการในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ ดังนั้นประสิทธิภาพ การรองรับการใช้งาน และความสามารถในการตรวจสอบการทำงานจึงสำคัญยิ่งสำหรับเรา ผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล Aruba CX รุ่นใหม่นี้มีความสามารถที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราทุกประการ ด้วยความสามารถด้านการรับส่งข้อมูลที่ทรงพลังซึ่งช่วยให้เรามีระบบเครือข่ายที่รองรับต่ออนาคต การมีระบบปฏิบัติการเดียวจะช่วยให้เราบริหารจัดการระบบทั้งหมดด้วยประสบการณ์ที่เหมือนกัน และการมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในตัวเพื่อช่วยให้เรามองเห็นการทำงานของเครือข่ายได้อย่างทันท่วงทีสำหรับแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถใช้พลังงานของเรามุ่งเน้นไปกับการทำให้แฟน ๆ มีประสบการณ์ที่น่าจดจำและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น” Michael Bullock รองประธานด้าน Information Technology แห่ง Texas Rangers

“อรูบ้าโดนใจผมในประเด็น ‘การมีระบบปฏิบัติการเดียว’ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและเป็นก้าวที่น่าตื่นเต้นไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง Structured สามารถช่วยลูกค้าลดความซับซ้อน เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นระบบ และปรับการบริหารจัดการภายในระบบเครือข่ายของลูกค้าให้ง่ายขึ้น ในฐานะที่เป็นพันธมิตรกับอรูบ้ามายาวนานเกินกว่าสิบปี เราได้เห็นว่าอรูบ้านำแนวทางการให้ความสำคัญแก่ลูกค้าเป็นอันดับแรกมาใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามความท้าทายเก่า ๆ ได้อย่างไรมาตลอด การคิดอย่างมีวิสัยทัศน์สร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาลให้แก่ลูกค้าที่จะสามารถให้ความสำคัญกับเป้าหมายทางธุรกิจแทนที่จะต้องเผชิญกับปัญหาคอขวด ในขณะเดียวกันสิ่งนี้เองทำให้งานของ Structured ง่ายขึ้นและมีความสนุกขึ้นอีกมาก” Bill Tracy รองประธานด้าน Technology Solutions แห่ง Structured

ราคาและการวางจำหน่าย
ผลิตภัณฑ์สวิตช์ตระกูล CX อันได้แก่ สวิตช์รุ่น Aruba CX 6300 และ CX 6400, AOS-CX รุ่นใหม่ และ Aruba NetEdit 2.0 วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 โดยราคาของ Aruba CX 6300 และ CX 6400 จะเริ่มต้นที่ $5,899 USD และ $13,499 USD ตามลำดับ