เนื้อหาวันที่ : 2007-11-15 09:35:07 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1976 views

คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค เร่งขยายฐานส่งออกทิชชูสู่ตลาดภูมิภาคเอเชีย

คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ขยายสายการผลิตหวังสร้างอัตราการเติบโตทางการค้า เตรียมเร่งส่งออกเจาะกลุ่มผู้บริโภคแทบเอเชีย พร้อมรับอานิสงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย บุกหัวเมืองใหญ่ ซีดนีย์ เมลเบิร์น เพิร์ธ และบริสเบน รวมทั้งเมืองอ๊อคแลนด์ นิวซีแลนด์ สร้างมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 3.4 พันล้านบาท

 

.

คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ขยายสายการผลิตหวังสร้างอัตราการเติบโตทางการค้า เตรียมเร่งส่งออกเจาะกลุ่มผู้บริโภคแทบเอเชีย พร้อมรับอานิสงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย บุกหัวเมืองใหญ่ ซีดนีย์ เมลเบิร์น เพิร์ธ และบริสเบน รวมทั้งเมืองอ๊อคแลนด์ นิวซีแลนด์ 

 .

บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตกระดาษทิชชูชั้นนำของไทยประกาศความสำเร็จของโครงการขยายสายการผลิตเพื่อการส่งออกของโรงงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค จังหวัดสมุทรปราการ เพิ่มศักยภาพกำลังการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทิชชูของโรงงานฯ ไปสู่กลุ่มลูกค้าสถาบันทั่วภูมิภาคเอเชียอีกปีละ 8,500 ตัน หรือ 1.6 ล้านหีบ คิดเป็นมูลค่า 1.36 พันล้านบาท การขยายการผลิตเพื่อการส่งออกครั้งนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนเสริมให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่อปีของคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคเพิ่มขึ้นถึง 30%

 .

มร.เดวิด ออสบอร์น กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงการขยายสายการผลิตเพื่อการส่งออกของโรงงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค จังหวัดสมุทรปราการว่า "ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตการดำเนินงานและคุณภาพสูงที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเติบโตในภูมิภาคเอเชียใต้ และโรงงานสมุทรปราการยังเป็นโรงงานที่มีศักยภาพสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก อีกทั้งเป็นลู่ทางการค้าตามข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เราจึงได้ขยายสายการผลิตเพื่อส่งออกที่โรงงานสมุทรปราการ ซึ่งมีการดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ด้วยงบลงทุนถึง 200 ล้านบาท"

 .

"โครงการขยายสายการผลิตครั้งนี้สร้างอัตราการเติบโตทางการค้าระหว่างออสเตรเลียและประเทศไทยถึง 1.4 พันล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะสร้างมูลค่าในการส่งออกให้กับประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 3.4 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ได้จ้างงานเพิ่มถึง 100 อัตรา เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว"

 .

"เราจะใช้สายการผลิตแห่งใหม่นี้เพื่อผลิตภัณฑ์กระดาษทิชชูส่งออกไปสู่กลุ่มลูกค้ากลุ่มธุรกิจสถาบันทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 4 เมืองใหญ่ในออสเตรเลีย ได้แก่ ซีดนีย์ เมลเบิร์น เพิร์ธ และบริสเบน รวมทั้งเมืองอ๊อคแลนด์ นิวซีแลนด์ การขยายสายการผลิตครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นส่วนแบ่งรายได้ต่อปีของบริษัทฯ ซึ่งมีมูลค่ารวม 3.5 พันล้านบาท จากเดิม 5% เพิ่มขึ้นเป็น 35% คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากกรมศุลกากรไทยว่า เป็นผู้นำเข้าและส่งออกระดับโกลด์คาร์ดของไทย "

.

 

.

โดยบริษัทฯ นำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษทิชชู ตลอดจนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อาทิ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป กระดาษเช็ดทำความสะอาด ถุงมือสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม และอื่น ๆ พร้อมทั้งส่งออกกระดาษทิชชูม้วน และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อาทิ กระดาษเช็ดหน้า กระดาษทิชชู กระดาษเช็ดทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไปยัง 20 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ กัมพูชา จีน คอสตาริก้า ฮ่อองกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว มาเลเซีย มัลดีฟส์ เนปาล โอมาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวียดนาม

 .

ด้านนายอุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า "คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค มีพันธกิจมุ่งเป็นบรรษัทธรรมาภิบาล และเป็นองค์กรธุรกิจที่เป็นพลเมืองดีของสังคม ภายใต้นโยบายด้านการปฏิบัติงานด้วยความยั่งยืนทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยในการทำงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาบุคลากร"

 .

"โรงงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคที่จังหวัดสมุทรปราการนับเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมทางด้านการผลิตผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยได้รับและได้มาตรฐานระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในการผลิต และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตในปี 2549 ซึ่งตอกย้ำถึงการปฏิบัติงานของโรงงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค จังหวัดสมุทรปราการที่มีมาตรฐานสูงทั้งทางด้านสุขอนามัย คุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบควบคุมความปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคทุกชนิดมีคุณภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก" นายอุกฤษณ์ กล่าวเสริม

 .

"คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค มีวิสัยทัศน์ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมย่างยั่งยืนในกระบวนการผลิต โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2553 บริษัทฯ จะลดการใช้น้ำอีก 50%  ลดขยะและของเสียให้เหลือ 0% และลดการใช้พลังงานลง 15% นายอุกฤษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

 .

คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค คว้ารางวัลผู้นำด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลอย่างยั่งยืนประจำปี 2550/2551 (Personal Products Industry Sustainability Leader 2007/2008) ติดดันดับดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Index: DJSI) เป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน