เนื้อหาวันที่ : 2016-02-09 11:39:50 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 464 views

‘ยางพารา’ กับ ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่สำคัญบางประการ

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง
ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่สำคัญบางประการประกอบการอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหายางพาราโดยเพิ่มการแปรรูปและใช้ยางในประเทศ

  1. จนกระทั่งเมื่อซักสิบปีที่แล้ว ยางพาราเป็นพืชที่ปลูกกันในแค่สามประเทศ สำหรับใช้ทั้งโลก
  2. ยางพาราส่วนใหญ่ใช้ผลิตล้อยาง
  3. องค์ประกอบหลักของล้อยางส่วนใหญ่คือยางสังเคราะห์ (ล้อรถใช้ยางพาราแค่ประมาณ 25-35%)
  4. ล้อยางส่วนใหญ่ติดไปกับรถ
  5. ล้อยางส่วนใหญ่ผลิตสำหรับใช้ในประเทศนั้นๆ (ยางติดรถ+ยางอะไหล่) บริษัทใหญ่ทุกราย (อย่างมิชลิน บริดจสโตน) เลือกที่จะไปตั้งโรงงานในแต่ละประเทศ แล้วนำเข้ายางสังเคราะห์+ยางพารามาผลิต (จะมีส่งออกบ้างก็ไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ)

***ซึ่งคงเป็นเพราะการรวมศูนย์ผลิตในประเทศที่เป็นแหล่งยางพาราหรือแหล่งยางสังเคราะห์ แล้วนำเข้าวัตถุดิบยางอีกประเภทมาผลิต แล้วขนส่งล้อยาง (ซึ่งมีปริมาตรส่วนที่กลวงในสัดส่วนที่สูง) ส่งออกไปทั่วโลกนั้น เป็นวิธีที่ไม่คุ้มทาง เศรษฐกิจ***

  1. ผลิตภัณท์ที่ใช้ยางธรรมชาติเกือบล้วนๆ ได้ (เช่น ถุงมือยาง ถุงยาง ยางวง พื้นรองเท้ายาง) มักผลิตในประเทศต้นทาง (ไทยเป็นผู้ผลิต+ส่งออกรายใหญ่) แต่พวกนี้มักใช้ยางไม่มาก (ถุงยางในไทยใช้ยางไม่ถึงหมื่นตัน ถุงมือยาง 50000-60000 ตัน)
  2. ด้วยโครงสร้างลักษณะนี้ ประเทศไทยและอินโดนีเซียจึงส่งออกยางส่วนใหญ่ที่ผลิตได้
  3. มาเลเซียเป็นประเทศที่เริ่มทิ้งยาง (มาปลูกปาล์มแทน) ตั้งแต่ 40 ปีก่อน พร้อมกับพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ด้วยสองเหตุผลนี้ มาเลย์จึงกลายเป็นประเทศเดียวในสามประเทศนี้ที่ใช้ยางมากกว่าครึ่งของที่ผลิตได้ ***แต่ก็ไม่ได้ทำให้กำหนดราคายางได้ ราคายางในมาเลย์ก็เหมือนกับในประเทศอื่น ***
  4. ไทยก็พยายามหันมาแปรรูปยางส่งออกมากขึ้น ซึ่งกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในช่วง 14-15 ปีมานี้ ซึ่งปริมาณการใช้ยางในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 242500 ตัน (10% ของผลผลิต) ในปี 2543 มาเป็น 541000 ตันต่อปี (12.5% ของผลผลิต) ในปี 2557 (ปัจจุบันเราเป็นรายใหญ่ในการผลิต/ส่งออก ถุงมือยาง ถุงยาง ยางวง พื้นรองเท้ายาง ฯลฯ ของโลก และใช้ยางเกือบครึ่งในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ล้อรถ)

***ซึ่งถ้าดูจากปริมาณการใช้ยางเพิ่มที่เป็น 2.23 เท่าใน 14 ปี คิดเป็นอัตราเพิ่ม 5.9% ต่อปี ซึ่งค่อนข้างสูงทีเดียว ***หรือถ้าดูช่วง 20 ปี (2537-2557) การใช้เพิ่มเป็น 4.1 เท่าตัว คิดเป็นอัตราเพิ่มถึง 7.3% ต่อปี

  1. เมื่อ 20 ปีก่อน มาเลเซียใช้ยางปริมาณสองเท่าของไทย (0.357 vs 0.174 ล้านตันในปี 2539) แต่ตั้งแต่ปี 2553 ไทยเริ่มใช้ยางมากกว่ามาเลเซีย (0.487 vs 0.458) และทิ้งห่างไปมากขึ้นเรื่อย (0.541 vs 0.447 ล้านตัน ในปี 2557)
  2. การที่เราใช้ยางเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงนี้ เป็นผลมาจากที่นักธุรกิจที่เห็นลู่ทางการทำกำไรจากการผลิตขายหรือส่งออกก็มักจะกระโจนเข้ามาลงทุนเมื่อเห็นโอกาสอยู่แล้ว แต่การที่จะเพิ่มการใช้/แปรรูปในประเทศให้เท่ากับตัวเลขที่นายกคิด(ผิด)ว่าเราใช้อยู่ (1.4 ล้านตัน) หรือเป้าที่ท่านและคนจำนวนมากบอกว่าเราควรจะใช้ (เช่น 50% หรือ มากกว่า 2 ล้านตัน) นั้น เป็นจำนวนที่สูงเสียจนไม่มีใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จริงๆ จะเชื่อว่าสามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เว้นแต่รัฐจะเอาเงินภาษีมาผลาญปีละหลายแสนล้านเพื่อให้ผลิตสินค้า (ที่ปกติไปขายใครอื่นแทบไม่ได้หรือไม่คุ้ม) มาขายให้รัฐบาลที่จะเอา “อัฐยาย(ภาษีประชาชน)” มาซื้อ “ขนมลุง” ซึ่งเอาเข้าจริงก็จะใช้ยางเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ % ของที่ผลิตได้อยู่ดี (และจากกรณีมาเลเซีย ก็จะเห็นได้ว่า ต่อให้ใช้/แปรรูปในประเทศมากกว่า 50% มากกว่าส่งออก ก็ไม่ได้ทำให้กำหนดราคายางในประเทศเองได้)
  3. การใช้ยางในประเทศสัดส่วนที่ 10-15% ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคายางต่ำ/ตก ตอนที่ยางราคาสูงลิ่วสัดส่วนใช้ในประเทศก็แค่นี้แหละ ***สัดส่วนการใช้ยางของเราขึ้นจาก 7.7% ในปี 2537 เป็น 10.3% ในปี 2543 เป็น 15% ในปี 2553 แต่ลดลงมาเหลือ 12.5% ในปี 2556-2557 เพราะผลผลิตเราเพิ่มในอัตราที่เร็วกว่าการใช้
  4. แต่เมื่อยางราคาตก เรื่องนี้กลายเป็นแพะ และกลายเป็นข้อเรียกร้องลมๆแล้งๆ (เพราะถ้ามีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ยาง และ เศรษฐศาสตร์ ก็จะรู้ว่ายังไงก็ทำไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น และถึงทำได้ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหาราคา) ในทุกครั้งไป (และเรียกร้องแบบเดียวกันในแทบทุกพืชที่ราคาตกหรือราคาไม่เป็นที่พอใจด้วย)

สรุป: ในแง่หนึ่ง ข้อมูลที่มีสรุปได้ว่าเราประสบความสำเร็จเรื่องยางและแซงมาเลเซียไปแล้วทุกด้าน รวมทั้งด้านการใช้ยางซึ่งถือกันว่าเป็นจุดแข็งของมาเลเซีย และขณะที่เราไม่ควรทุ่มกับยางแบบสุดตัวแบบที่เกษตรกรจำนวนมากทำในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เราก็ไม่ควรทิ้งยางที่เรามีข้อได้เปรียบอีกสองประเทศในหลายด้าน อินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกมากกว่า แต่ผลผลิตน้อยกว่าเรา

ในทางกลับกัน มาเลเซียมีข้อได้เปรียบเรื่องปาล์ม ซึ่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะในด้านปริมาณน้ำฝน รวมทั้งพัฒนาในด้านพันธุ์และด้านอื่นๆ ไปไกลกว่าเรามาก และการที่เราเสียเปรียบเรื่องน้ำ ก็ทำให้ ยังมองไม่เห็นทางที่เราจะแข่งเรื่องปาล์มกับมาเลเซียตรงๆได้เลย ตลาดส่งออกของเราส่วนใหญ่คือประเทศเพื่อนบ้านที่เรามีข้อได้เปรียบเรื่องระยะทาง/ค่าขนส่ง เราจึงควรจำกัดการปลูกปาล์มไว่ที่ภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำฝนดีกว่าภาคอื่น และจำกัดปริมาณ เลิกส่งเสริมให้ปลูกเพิ่ม โดยเฉพาะในอีสาน ที่ถึงปลูกได้ก็ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก เพราะตลาดส่งออกเราเล็ก และวิธีแก้ปัญหาโดยเอาไปทำไบโอดีเซลก็ไม่คุ้มถ้าราคาน้ำมันไม่สูงมาก ที่ผ่านมาตอนที่ราคาน้ำมันสูง ก็ยังไม่ค่อยคุ้มทางเศรษฐกิจและไบโอดีเซลเองไม่ได้มีข้อดีที่ชัดเจนต่อ สวล. (ถ้าเทียบกับเอทานอล เอทานอลยังมีบทบาทในการช่วยเพิ่มออคเทนและเป็นตัวเติมออกซิเจนที่ช่วยการให้เผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น)