เนื้อหาวันที่ : 2015-12-14 10:13:08 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 525 views

ลู่ทางพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคตเป้าหมายใหม่ของไทย สู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมข้ามแดนและคู่แฝด

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ด้วยการแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในมิติต่างๆ  ทั้งที่เป็นแนวโน้มระดับโลก เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และที่เป็นทิศทางของภูมิภาค เช่น การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  ไทยจึงจำเป็นต้องช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลกด้วยการสร้างสรรค์สินค้าอุตสาหกรรมให้สอดรับกับปัจจัยภายนอก

โจทย์สำคัญในการรักษาฐานการผลิตจึงเป็นการยกระดับผู้ประกอบการไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมเข้มข้นและสอดรับกับพลวัตโลก จึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนแนวคิดการจำแนกอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ ตามวัตถุดิบขั้นต้นน้ำ มาเป็นการบูรณาการนโยบายสนับสนุน กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ หรือ New S-Cove ที่มีอนาคตสดใสในระดับโลกและภูมิภาคอย่างจริงจัง

หลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่า เมื่อประเทศรายได้ปานกลางยกระดับไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้ ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิตจะมีสัดส่วนในมูลค่าเพิ่มและกำลังแรงงานโลกลดลง โดยในปี 2553  เหลือเพียงร้อยละ 10-12 จากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ตรงข้ามกับภาคบริการมีส่วนแบ่งสูงสุด อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา นัยของปรากฎการณ์นี้ คือ ประเทศพัฒนาแล้วได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบใหม่ ที่มีการบูรณาการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม ทำให้เส้นแบ่งระหว่างภาคการผลิตและภาคบริการมีแนวโน้มเลือนหายไป แม้แต่ในภาคอุตสาหกรรม กระบวนการที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากที่สุด  ไม่ใช่ขั้นตอนการผลิตสินค้าในขั้นกลางน้ำ แต่เป็นการสร้างนวัตกรรมและการออกแบบในขั้นแรกเริ่มและการตลาดและการให้บริการหลังการขายในขั้นปลาย หรือสร้าง New      S-Cove ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการผลิตสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมลดการพึ่งพาแรงงานได้

ดังนั้น นัยต่อประเทศผู้รับจ้างผลิต คือ การปรับตัวเพิ่มบทบาทขั้นตอนก่อนและหลังการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การผลิตสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะทางมากขึ้น รวมทั้งการปรับกระบวนทัศน์หรือต่อยอดอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าสูงระหว่างภาคการผลิตกับภาคเกษตรและภาคบริการมากขึ้น  เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยปัจจัยสู่ความเร็จ คือ นวัตกรรมเพราะผลการศึกษาจากหลายแห่งชี้ชัดว่า นวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมสร้างผลพลอยได้ต่อภาคส่วนอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ การบูรณาการยุทธศาสตร์ประเทศภายใต้กรอบการสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในประเด็น การกำหนดและส่งเสริม “อุตสาหกรรมอนาคต”  ด้วยเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการผันผวนภายนอก โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้าง New S-Cove

แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการกำหนดและส่งเสริม อุตสาหกรรมอนาคต ดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จากในอดีตที่มุ่งส่งเสริมปัจจัยแวดล้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นการพิจารณา อุตสาหกรรมใหม่ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นให้กับประเทศ

หากรัฐปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน มือที่มองไม่เห็นจะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวตามวิวัฒนาการ บางสาขาที่ใช้แรงงานเข้มข้นอาจจำเป็นต้องขยับขยายฐานการผลิตไปสู่บ้านใกล้เรือนเคียง ในทางตรงข้าม  หากผู้ประกอบการสามารถยกระดับพื้นฐานทางนวัตกรรม ก็จะสามารถไต่ขึ้นบันไดห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้นอย่างเข้มแข็ง หรือสร้างระดับการเพิ่มมูลค่าสูงได้ทุกกระบวนการผลิตตลอดการเชื่อมโยงของสินค้าและบริการ และปรับสถานะของตนเองจากแค่ผู้รับจ้างผลิตไปเป็นผู้ออกแบบและหรือเจ้าของตราสินค้าได้

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยอีกว่า สศอ. ในฐานะผู้กำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จึงดำเนิน โครงการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตไทย วิสัยทัศน์ใหม่สู่ AEC” เพื่อนำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตที่ได้จากการดำเนินโครงการฯ มาใช้เป็นกรอบแนวทางในการชี้นำและขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมอนาคตในรูปแบบคลัสเตอร์ระดับภูมิภาคสู่การปฏิบัติและบรูณาการระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมให้แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย เป็นเอกภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายหลักในยุทธศาสตร์ประเทศและแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย (2555-2574) ซึ่งกำหนดให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและจัดการเครือข่ายการผลิตของอาเซียน

โดยกำหนดให้ อุตสาหกรรมอนาคต เป็นการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศด้วยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  และนวัตกรรม ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทุนในประเทศ เพื่อนำไปสู่การผลิตกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองทิศทางความต้องการ (อุปสงค์) ในระดับโลกและภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น ยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตในห่วงโซ่มูลค่าภาคอุตสาหกรรมไทย และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน”

อุตสาหกรรมอนาคต สามารถจำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล  2. กลุ่มวัสดุสีเขียว อาทิ พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ชีวภาพ     สิ่งทอสีเขียว วัสดุก่อสร้างซึ่งใช้วัตถุดิบทางการเกษตรและของเหลือใช้ (รีไซเคิล) 3. กลุ่มสุขภาพ ได้แก่     เภสัชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สมุนไพร  4. กลุ่มหลอมรวมเทคโนโลยี เช่น การผลิตแบบเพิ่มเติม หุ่นยนต์อัจฉริยะ ไมโครและนาโนอิเล็กทรอนิกส์ การป้องกันประเทศ และ 5.กลุ่มยานพาหนะ อาทิ ยานยนต์สะอาด ระบบราง อากาศยาน การต่อเรือ ซึ่งหลายกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตเกษตรแปรรูปของไทย และพึ่งพาอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เป็นจุดที่ไทยยังต้องเร่งการพัฒนาเพิ่ม กับทุนทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมที่เป็นข้อได้เปรียบภายในประเทศที่มีอยู่ของไทย

โดย สศอ. ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคตทั้ง 5 กลุ่ม และเปรียบเทียบศักยภาพของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตจาก 5 มิติ โดย 2 มิติเป็นการเปรียบเทียบเชิงปริมาณ ได้แก่ มิติขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และมิติศักยภาพในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 6 ประเทศที่มีพรมแดนทางบกและน้ำกับไทย ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

จากการประเมินดังกล่าว พบว่า ไทยแข่งขันได้ดีในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่  กลุ่มวัสดุสีเขียว (พลาสติก)  กลุ่มหลอมรวมเทคโนโลยี  (เครื่องจักรกลและอิเล็คทรอนิกส์ )  และกลุ่มยานพาหนะ (ยานยนต์)  แม้ว่าจะเริ่มสูญเสียความได้เปรียบให้ประเทศเพื่อนบ้านในบางสาขาอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า มาเลเซียแข่งขันได้ดีในกลุ่มพลังงานสะอาด (เซลล์แสงอาทิตย์) ส่วนเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนามแข่งขันได้ดีในขั้นปลายน้ำของกลุ่มวัสดุสีเขียวบางประเภท (เครื่องนุ่งห่ม)  จึงสรุปได้ว่าไทยและประเทศเพื่อนบ้านเก่งกันคนละทิศคนละทาง การผลิตจึงน่าจะมีลักษณะของการเกื้อหนุนมากกว่าการทดแทนกัน มีแต่เพียงในสาขาอิเลกทรอนิกส์ ที่ไทยแข่งขันได้ดีและมีมาเลเซียกับเวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรง  ผลยังปรากฏอีกว่า กลุ่มวัสดุชีวภาพได้รับการประเมินศักยภาพสูงสุดเพราะไทยแข่งขันได้ดี  ไทยเป็นผู้ส่งออกสุทธิและมีสัดส่วนการนำเข้าจากภายในอาเซียนค่อนข้างสูง

เมื่อนำผลการประเมินเชิงปริมาณดังกล่าวไปประกอบกับการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพอีก 3 มติ ได้แก่  มิติการสนับสนุนนโยบาย มิตินัยต่อการพัฒนาประเทศ และมิติการใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดประชาคมอาเซียน กลุ่มวัสดุชีวภาพก็ยังได้รับการประเมินศักยภาพสูงสุดเช่นกัน  เพราะมีความสำคัญในทุกมิติเป็นลำดับที่ 1-2  ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดและกลุ่มสุขภาพ ถึงแม้ว่ามีนัยสำคัญในเชิงนโยบายมากกว่า แต่ไทยยังต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ต่างจากกลุ่มวัสดุสีเขียวที่มีรากฐานจากวัตถุดิบในประเทศและภูมิภาคเอเซียน

จึงสรุปการวิเคราะห์เพื่อระบุอุตสาหกรรมอนาคตของไทย 5 กลุ่มดังกล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมอนาคตที่เหมาะสมกับไทยและเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านได้ดีที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุสีเขียว และยังได้นำมาศึกษาการพัฒนาเป็น อุตสาหกรรมอนาคตนำร่องในเชิงคลัสเตอร์ข้ามแดน ของไทย

ทั้งนี้ ในด้านการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตนำร่องในเชิงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมข้ามแดน ในการวิเคราะห์การเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าและคลัสเตอร์กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุสีเขียว ประกอบด้วย 3 สาขา  ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ สิ่งทอสีเขียว และวัสดุก่อสร้างสีเขียวนั้น สาขาบรรจุภัณฑ์สีเขียวมีโอกาสใช้วัตถุดิบจากผลผลิตการเกษตรมากที่สุด ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด รองลงมา  คือ สาขาสิ่งทอสีเขียว ได้แก่ เส้นใยธรรมชาติ ส่วนสาขาวัสดุก่อสร้างสีเขียวใช้ประโยชน์จากการแปรรูปสินค้าเกษตรน้อยกว่าสาขาอื่นๆ  โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มาจากของเหลือใช้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ตะกอน ขี้เถ้า กระจกรีไซเคิล

ดังนั้น ในการปลุกปั้นกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุสีเขียวของไทย อาจใช้ประโยชน์จากประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่เท่าเทียมกันโดยในสาขาบรรจุภัณฑ์สีเขียวสามารถนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อมาแปรรูปในไทยหรือออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา และลาวที่มีขีดความสามารถในขั้นต้นน้ำของแต่ละสาขาและขั้นปลายน้ำของสาขาสิ่งทอได้มากที่สุด ในขณะที่สาขาวัสดุก่อสร้างสีเขียวใช้วัตถุดิบในประเทศที่เป็นขยะของเสียในสัดส่วนที่สูงกว่า  จึงใช้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนเสรีระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านได้น้อยกว่า

นอกจากนี้ กระบวนการผลิตและมูลค่าเพิ่มของสาขาสิ่งทอสีเขียวมีเอกลักษณ์แตกต่างจากสาขาอื่นๆ ตรงที่การผลิตขั้นกลางน้ำ กล่าวคือ การผลิตสิ่งทอสีเขียวสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าขั้นปลายน้ำ ซึ่งหมายถึงว่า การผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ผู้รับจ้างผลิตได้รับส่วนแบ่งในห่วงโซ่มูลค่าน้อย เนื่องจากการผลิตสิ่งทอสีเขียวอาศัยเทคโนโลยีสูงกว่า ขณะที่การตัดเย็บเสื้อผ้าใช้แรงงานเข้มข้น แตกต่างจากกระบวนการผลิตในอีก 2 สาขา ซึ่งในขั้นปลายน้ำต้องใช้เงินลงทุน รวมทั้งทักษะและเทคโนโลยีสูง ในการผลิตสินค้าเดิมด้วยวัตถุดิบและกระบวนการใหม่

สำหรับแนวทางการเชื่อมโยงในรูปแบบคลัสเตอร์นั้น เป็นไปได้ทั้งในรูปแบบคลัสเตอร์ข้ามแดนและคลัสเตอร์คู่แฝด แต่รูปแบบหลังเหมาะสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากรในคลัสเตอร์ที่มีความสามารถใกล้เคียงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีพรมแดนติดกัน ซึ่งได้รับความนิยมในสหภาพยุโรป ส่วนในอาเซียน ควรเน้นแบบแรกมากกว่า เพราะมีความถนัดในส่วนที่แตกต่างกัน ทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าและการเน้นประโยชน์ในการเชื่อมต่อระหว่างแต่ละขั้นตอนการผลิตระหว่างไทยกับพื้นที่ชายแดนของเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ การศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุสีเขียวของไทยที่มีจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ในแต่ละประเด็นนั้น  สามารถนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ได้ทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่          1. การต่อยอดอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย  2. การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่การเชื่อมโยงในนห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมอนาคตไทย 3. การสร้างโอกาสและปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอนาคตไทย 4. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอนาคตไทย  5. การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคตไทย  และ 6. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการผลิตข้ามแดนรองรับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอนาคตไทย ซึ่งทั้ง 6 ยุทธศาสตร์มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องและสนับสนุนกัน

ข้อสรุปจากการดำเนินโครงการฯ ยังเสนอแนะด้วยว่า หากมีการผลักดัน 6 ยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงอุตสาหกรรมกับหน่วยงานอื่นภายในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง จะสามารถส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตไทยที่รองรับพลวัตการเปลี่ยนแปลงระดับโลกและภูมิภาคได้ในภาพรวม อันมีส่วนสำคัญในการยกระดับ          ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง นอกจากนี้ หากดำเนินงานตาม   กลยุทธ์ของแผนปฏิบัติการอุตสาหกรรมนำร่อง (กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุสีเขียว) จะสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมดังกล่าวในรูปแบบคลัสเตอร์ได้เข้มแข็งและเสริมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าได้ในทุกระดับแนวนอนและแนวตั้งของผู้ผลิตในขั้นตอนต่างๆ  โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางทรัพยากรของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเหมาะสม  เพื่อปรับบทบาทของผู้ประกอบการไทยจากผู้รับจ้างผลิตเป็นผู้ออกแบบและเจ้าของตราสินค้า ตลอดจนใช้เป็นแบบอย่างในการกำหนดแผนปฏิบัติการสำหรับอีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตต่อไป