เนื้อหาวันที่ : 2014-08-14 15:56:11 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 818 views

แผนฟื้นฟู เอสเอ็มอีแบงก์

มีแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้มีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้นโดยขอกู้ระยะยาวที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน

นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการ ธพว. เปิดเผยว่า คณะกรรมการธพว. ชุดใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบจาก คสช. และแต่งตั้งโดยที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม 2557 ได้มีการประชุมนัดแรกในวันที่ 8 สิงหาคม 2557 โดยมีการพิจารณาเรื่องที่สำคัญ

ดังนี้
          1. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดย่อย เพื่อกำกับดูแลด้านต่างๆ 5 ชุด ได้แก่
          1) คณะกรรมการบริหาร โดยมี นางพรรณขนิตตา บุญครอง เป็นประธาน
          2) คณะกรรมการตรวจสอบ โดยมี นายอัษฎางค์ เชี่ยวธาดา เป็นประธาน
          3) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมี นายลวรณ แสงสนิท เป็นประธาน
          4) คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อสรรหากรรมการผู้จัดการ ธพว.
          5) คณะอนุกรรมการฟื้นฟูกิจการ ธพว.

          2. จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ตามคำสั่งของคสช. โดยเน้นปรับปรุงงาน 4 ด้านสำคัญ คือ
          1) การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยจัดกลุ่มลูกหนี้ตามสถานะ ได้แก่กลุ่มหนี้ NPLs กลุ่มสินเชื่อที่มีคุณภาพอ่อน และต้องมีกระบวนการดูแลใกล้ชิด
          การจัดการกับลูกหนี้กลุ่ม NPLs ค้างนาน สถานะไม่ดำเนินธุรกิจไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และเคยได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้มาหลายครั้ง กลุ่มนี้จะขออนุมัติต่อกระทรวงการคลังให้เปิดประมูลขายออกไปซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางที่ยอมรับกันในระดับสากล และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพสูง จากประสบการณ์วิกฤตสถาบันการเงินของประเทศไทยเองในปี 1997 และจาก Global crisis ในปี 2008-2012
กลุ่มลูกหนี้ที่ยังดำเนินธุรกิจ ธพว.จะใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับตารางการชำระหนี้ โดยจะคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ


          ทั้งนี้ คณะกรรมการมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะประคับประคองให้ ลูกหนี้ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะ SMEs เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม

          2) การบริหารสินเชื่อที่มีคุณภาพดี ธพว. จะเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมผ่านช่องทางสาขาทั้ง 95 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงต้องมีการขยายตัวของสินเชื่อ เพื่อเพิ่มรายได้ของธนาคาร โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าตาม พันธกิจหลัก เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากที่ไม่ได้รับโอกาสจากธนาคารภาคเอกชนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยมีต้นทุนที่พอเหมาะพอควร
ในช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2557 ธพว. พบว่า มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่เพียง 5,684 ล้านบาท และพบว่ามีความล่าช้าในการพิจารณา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ (Credit Process) เสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีกลไกการคานอำนาจ (Check and Balance) ที่ได้มาตรฐาน และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย เพราะหากเข้มงวดจนเกินไปก็จะไม่เป็นการช่วยเหลือ SMEs ตามเจตนารมย์ของพันธกิจ ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถปรับปรุงได้ เพราะพนักงานสินเชื่อของ ธพว. มีทักษะด้านสินเชื่ออย่างเพียงพออยู่แล้ว

          3. การบริหารสภาพคล่อง
ธพว.มีแผนปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้มีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้นโดยขอกู้ระยะยาวที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเชื่อมั่นว่าเมื่อปรับปรุงระบบงานด้านสินเชื่อและแก้ไข NPLs สถานะของ ธพว. จะมั่นคงขึ้นโดยลำดับ ธนาคารอาจจะขอออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ระยะยาว เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งในเรื่องการบริหารแหล่งเงินทุน มีเงินมาปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถขอนับเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีภาระเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังมากเกินไป
4.การสร้างขวัญกำลังใจให้พนักงานและจัดโครงสร้างกำลังคนให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ
        
          ปัจจุบัน ธพว. มีพนักงาน 1,637 คน ธนาคารพยายามจะจัดให้มีพนักงานด้านหารายได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อ ธพว.ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการขายหนี้ด้อยคุณภาพออกไปบ้างแล้ว จะสามารถโอนย้ายพนักงานซึ่งทำหน้าที่ด้านแก้ไขหนี้ให้กลับมาปล่อยสินเชื่อได้ ซึ่งจะเตรียมความพร้อมโดยจัดฝึกอบรมด้านการให้สินเชื่อในภาคปฏิบัติให้พนักงานเหล่านี้

          นอกจากนั้น จะพยายามปรับปรุงกระบวนการทำงาน และระบบข้อมูลทุกระบบให้เชื่อมโยงกัน ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ จะต้องจัดให้มีการสื่อสารภายในองค์กรอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ระหว่างสำนักงานใหญ่กับเขต ภาค และสาขาทั้ง 95 แห่ง เพื่อรักษาขวัญกำลังใจ และให้สาขาได้เข้าถึงและเข้าใจนโยบายและแนวทางการทำธุรกิจของธนาคารอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนถึงขั้นนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะนำมาสู่ความสำเร็จร่วมกันของ ธพว. และ SMEs ไทยในอนาคตอันใกล้นี้