เนื้อหาวันที่ : 2014-02-13 14:33:21 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 345 views

เซ็นจูรี่ 21 หวั่นการเมืองส่อแววยืดเยื้อส่งผลฉุดธุรกิจอสังหาฯ ต่ำสุดในรอบ 2 ปี

เซ็นจูรี่ 21 แจง ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบธุรกิจอสังหาฯ คาดไตรมาสที่ 1 โครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม เปิดตัวลดลง

เซ็นจูรี่ 21 แจง ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบธุรกิจอสังหาฯ คาดไตรมาสที่ 1 โครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม เปิดตัวลดลง ขณะที่ราคาที่ดินมีโอกาสปรับตัวลดลงหลังจากช่วงหลายปีมีการปรับขึ้นมาโดยตลอด เผยนักลงทุน หรือผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ เบนเข็มปรับกลยุทธ์หันสู่โครงการแนวราบเพิ่มขึ้นรองรับผลกระทบการเมือง เผยเร่งปรับกลยุทธ์ภายในมุ่งเป้าพัฒนาองค์กรสู่ AEC เล็งเป้าหมายที่ ลาว พม่า กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซีย

 นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า ปัญหาการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ อาจส่งผลต่อนักลงทุน หรือผู้พัฒนาโครงการบ้างเล็กน้อย ดังจะเห็นได้ว่า การเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม หรือบ้านเดี่ยวลดลง ในช่วงไตรมาสที่ 1 ซึ่งน้อยกว่า 10 โครงการ และโครงการที่ เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) บริหาร คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม ก็ชะลอการเปิดโครงการ เปลี่ยนเป็นในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ 3 แทน ซึ่งต้องรอให้ปัญหาทางการเมืองมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการซื้อขายคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้น แต่ผลประกอบการของการซื้อขายคอนโดมิเนียมในช่วงไตรมาสที่ 1 ในปีนี้ มีทิศทางไม่เป็นอย่าง 2 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

เปรียบเทียบจากยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัท เซ็นจูรี่21 (ประเทศไทย) จำกัด ในขณะเดียวกันด้านการตัดสินใจซื้อที่ดิน เมื่อเกิดปัญหาการเมืองร้อนแรงเช่นนี้ส่งผลให้ Demand หรือความต้องการซื้อที่ดินต่ำลง ประกอบกับช่องทางการขายลดลง อันเป็นการทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจซื้อที่ดินของนักลงทุนมากขึ้น โดยในทำเลที่ราคาที่ดินสูงยังคงเป็น ย่านเพลินจิต วิทยุ หลังสวน ซึ่งจากการสำรวจของเซ็นจูรี่ 21 พบว่า มีการปรับขึ้นราคาเพียง 10% เท่านั้น

หากเปรียบเทียบกับปีก่อน มีการปรับขึ้นถึง 18-30% แต่ที่น่าจับตามองคือ ส่วนที่เป็นแนวรถไฟฟ้าชานเมือง และส่วนต่อขยาย เช่น เจริญนคร ตลาดพลู บางหว้า ที่มีการปรับตัวขึ้นของราคามากกว่า 10% เพราะเป็นทำเลใกล้ตัวเมืองสาทร (CBD) แต่อย่างไรก็ไม่ได้เห็นชัดเหมือนปีก่อน ๆ ซึ่งอาจทำให้เห็นได้ว่าผู้ประกอบการเล็งเห็นศักยภาพของทำเลแถบชานเมือง หรือเกาะแนวรถไฟฟ้าชานเมือง และหันไปลงทุนทำคอนโดมิเนียมในทำเลอนาคตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับขึ้น แต่ไม่มาก หรือหนีไปจากปีที่แล้วมากนัก ยกตัวอย่างเช่น เส้นรัตนาธิเบศร์ที่ในอนาคตจะเกิดรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่งผลให้พื้นที่ในแถบนั้น มีราคาที่เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียงแค่ 10% เท่านั้น

ที่น่าสังเกตอีกประการก็คือ ผู้ประกอบการเริ่มปรับทิศทางของการทำโครงการมาเป็นแนบราบเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่คาดการณ์ว่าตลาดกลุ่มคอนโดมิเนียมน่าจะได้รับผลกระทบทางการเมืองที่สูงกว่า โดยปัจจุบันมีการซื้อขายที่ดินแปลงใหญ่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ราคาที่ดินสำหรับทำโครงการแนวราบในปีนี้มีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่น้อยมาก เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ลดน้อยลง ซึ่งหากสถานการณ์ทางการเมืองยังคงยืดเยื้อออกไปเป็นระยะเวลานานคาดว่าราคาที่ดินบางทำเลอาจต้องปรับลดลงด้วย ขณะที่ก่อนหน้ามีการปรับราคาขึ้นไปสูงมาก