เนื้อหาวันที่ : 2013-08-08 03:11:19 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 2104 views

กลุ่มโรงกลั่น ยัน ดำเนินด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล

สารกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มโรงกลั่นยืนยันการดำเนินด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล

จากเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันรั่วในทะเลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำให้มีคราบน้ำมันดิบแผ่กระจายจากจุดเกิดเหตุในทะเลบริเวณมาบตาพุดไปจนถึงชายหาดอ่าวพร้าว เกาะเสม็ดและอื่นๆ นั้น

 กลุ่มโรงกลั่นขอแสดงความเสียใจอย่างแท้จริงต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และขอยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประเทศ เนื่องจากมีความร่วมมือในการจัดหาน้ำมันเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่องตามที่ได้ปฏิบัติมาโดยตลอด และขอให้มั่นใจว่าการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ทางด้านเทคนิคทั้งหมดเป็นการปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมโรงกลั่น

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ กลุ่มโรงกลั่นฯ ได้ให้การสนับสนุนดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ตามกระบวนการซ้อมแผนฉุกเฉิน ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHEMS) ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบด้วยเรือทำการพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน ซึ่งที่ได้รับอนุญาตจากกรมควบคุมลพิษ และอุปกรณ์ดูดซับน้ำมัน รวมถึงอาสาสมัครในกลุ่ม PTT Seal Team ลงให้ความช่วยเหลือในพื้นที่

นอกจากนี้ กลุ่มโรงกลั่นฯ ยังเป็นสมาชิกของสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน หรือ IESG และ Oil Spill Response Limited (OSRL) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขจัดคราบน้ำมันระดับสากล จึงสามารถสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้มั่นใจได้ว่าจะสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขเหตุการณ์อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ในการทำความสะอาดคราบน้ำมันทั้งในทะเลและบนฝั่ง และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้ความร่วมมือในการตรวจสอบสาเหตุและประเมินผลการดำเนินการแก้ไข พร้อมเปิดเผยข้อมูล และยินดีให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสทุกขั้นตอน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ขอแสดงความมุ่งมั่นในการร่วมกันเร่งแก้ไขสถานการณ์ให้ลุล่วงสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว และจะนำผลตรวจสอบสาเหตุและการประเมินของการแก้ไขสถานการณ์ มาเป็นแนวทางที่จะเสริมสร้างการปฏิบัติงานของกลุ่มโรงกลั่นฯ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งขึ้นไป ทั้งทางด้านความปลอดภัยและการรับมือต่อเหตุฉุกเฉิน เพื่อจะยังคงเป็นแรงสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน