เนื้อหาวันที่ : 2013-04-18 16:06:58 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 350 views

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จับกระแสการเติบโตของหัวเมืองใหญ่ คาดยอดรายได้ปี 56 โต 11%

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จับกระแสการเติบโตของหัวเมืองใหญ่ คาดยอดรายได้ปี 56 โต 11%

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 15 ปี เผยไม่พบสัญญาณฟองสบู่ในภาคธุรกิจอสังหาฯ แนะการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการเพื่อให้การเติบโตอสังหาริมทรัพย์ตามหัวเมืองใหญ่ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจบริหารโครงการแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคต่างๆ และคาดว่ารายได้รวมในปี 2556 จะเติบโตขึ้นกว่าปีก่อน 11% ซึ่ง ณ ไตรมาส 1/2556 บริษัท มีรายได้รวมอยู่ที่ 211 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 29 %

นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร กล่าวว่า “ในปี 2556 บริษัท มุ่งเน้นการพัฒนาไปใน 2 ด้านหลัก คือ ส่วนแรกคือการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของงานบริหารจัดการ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกเซ็กเมนต์ในภูมิภาค โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และจะมีการฝึกอบรมพนักงานก่อนอย่างน้อย 3 เดือนก่อนจะปฏิบัติงานจริง รวมทั้งเน้นการใช้พนักงานที่เป็นคนพื้นที่เพื่อความรู้จริงเรื่องตลาดและพฤติกรรมลูกค้า

นอกจากนั้น ยังมีการวางแผนขยายตลาดไปยังชาวต่างชาติ โดยมีทีมงานรองรับแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ เช่น จีน รัสเซีย อังกฤษ และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เริ่มมีความต้องการหรือกำลังซื้อมากขึ้นด้วย ต่อมาคือแผนการดำเนินงานที่ยังคงเน้นธุรกิจการให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยในปีนี้ ได้ขยายตลาดไปในต่างจังหวัดที่มีแนวโน้มการเติบโตดี เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี โคราช สงขลา ชลบุรี ระยอง ทั้งนี้ บริษัท ยังคงเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งคาดว่ารายได้รวมในปี 2556 จะเติบโตกว่าปีก่อน 11% ซึ่ง ณ ไตรมาส 1 ปี 2556 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2556) บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 211 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 163 ล้านบาทที่ 29 %

นอกจากนี้ปี 2555 ที่ผ่านมานั้น ธุรกิจตัวแทน ซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์นั้น มีผลการดำเนินเติบโตเป็นประวัติการณ์ สามารถขายโครงการแนวสูงให้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จำนวน 47 โครงการ มูลค่าขายรวมประมาณ 28,600 ล้านบาท รวมกับการรับจ้างขายโครงการให้กับผู้ประกอบการรายอื่นอีก 17 โครงการ คิดเป็นมูลค่าขายราว 10,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากธุรกิจบริการ 758 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 41% ส่วนธุรกิจบริหารจัดการด้านที่พักอาศัยนั้น ปัจจุบันมีโครงการที่บริหารทั้งสิ้น 122 โครงการ และธุรกิจบริหารทรัพยากรอาคาร มีความคืบหน้าล่าสุดคือ บริษัท ได้รับการแต่งตั้งให้บริหารศูนย์การค้าและที่พักอาศัยในโครงการจามจุรีสแควร์”

สำหรับปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญภายในระยะเวลาอันใกล้นี้คือ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กระตุ้นให้ชาวไทยและต่างชาติมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ที่จะมีการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จะส่งให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวและพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยงและนักธุรกิจที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ส่วนเรื่องสัญญาณฟองสบู่ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หลายฝ่ายจับตามองนั้น ปัจจุบัน ยังไม่พบสัญญาณใดๆ โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนา ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้มีการตรวจสอบข้อมูลทั้งด้านความต้องการซื้อในส่วนของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ก่อนที่จะเริ่มบริหารงานขายโครงการไม่ว่าจะเป็นตลาดในกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด

ซึ่งการปิดการขายโครงการต่างๆสามารถยืนยันความต้องการของตลาดได้ดี เช่น โครงการเอดจ์ สุขุมวิท 23 (EDGE Sukhumvit 23) มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาทและโครงการเดอะ เทอร์ตี้ไนน์ (The XXXIX) มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาทที่สามารถปิดการขายได้ใน 1 วัน หรือโครงการต่างจังหวัด เช่น เดอะ เบส ไฮท์ ขอนแก่น, ดีคอนโด เนินพระ ระยอง รวมทั้ง ดีเวียง สันติธรรม เชียงใหม่ สามารถปิดการขายได้ในระยะเวลา 1-2 วัน ในทางตรงกันข้ามนี่เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าของความต้องการที่อยู่อาศัยของตลาดในจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดีมีเพิ่มมากขึ้น

อีกหนึ่งโมเดลที่สำคัญของการเติบโตอสังหาริมทรัพย์ตามหัวเมืองใหญ่นั้น แนะนำว่า ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการต้องเตรียมความพร้อมให้ดี เพื่อให้วงจรของอสังหาริมทรัพย์สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มตัว หลังจากเปิดขายโครงการแล้ว ควรประกอบไปด้วย 3 ระยะ (stage) เริ่มต้นจากเมื่อโครงการขายหมด ซึ่งบางโครงการอาจขายหมดในระยะเวลาอันสั้น โดยระยะแรก (stage 1) คือผู้ประกอบการ/ผู้ให้บริการ ควรหาตลาดรองในการ resale สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ระยะที่สอง (stage 2) เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ควรจัดหาบริษัทบริหารอาคารที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้การอยู่อาศัยร่วมกันเป็นไปอย่างมีความสุข มีการจัดการบริหารค่าส่วนกลางที่มีประสิทธิภาพ มีการบำรุงสภาพโครงการให้ดูดีอยู่เสมอ เพื่อเป็นมูลค่าของโครงการในอนาคต สำหรับระยะที่ 3 (stage 3) คือการหาตลาดเช่าสำหรับนักลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ หากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีการเตรียมพร้อมทั้ง 3 stage ได้ดี จะช่วยให้อสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดนั้นๆ เติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว” นายภูมิภักดิ์ กล่าวในตอนท้าย