เนื้อหาวันที่ : 2013-02-11 11:39:18 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 495 views

เอสเอสไอ ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสะสมครบ 28 ล้านตัน

เอสเอสไอทำสถิติผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสูงสุดครบ 28 ล้านตัน

เอสเอสไอทำสถิติผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสูงสุดครบ 28 ล้านตัน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 จากการผลักดันการผลิตและส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ของลูกค้าและรองรับการบริโภคเหล็กที่จะเติบโตร้อยละ 7.2 ในปี 2556 เผยผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงกับธุรกิจต้นน้ำให้มีเหล็กแท่งแบนสนับสนุนการผลิตสม่ำเสมอ

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 โรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของบริษัทที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บรรลุยอดการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสะสมปริมาณ 28 ล้านตัน ซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้นำในตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของอาเซียน นับเป็นบริษัทเหล็กรายแรกของไทยที่สร้างสถิติยอดการผลิตสะสมสูงสุด หลังจากโรงงานแห่งนี้ทำสถิติในการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสูงสุดต่อวันที่ 12,553 ตัน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา เช่นเดียวกันกับโรงถลุงเหล็กเอสเอสไอ ทีไซด์ ประเทศอังกฤษ ที่เปิดดำเนินการผลิตเหล็กแท่งแบนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 เพื่อส่งมาเป็นวัตถุดิบให้โรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนที่ประเทศไทย ประกาศความสำเร็จ ผลิตเหล็กแท่งแบนสะสมครบ 2 ล้านตัน ไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

ปริมาณการผลิตสะสมสูงสุด 28 ล้านตันนี้ เกิดจากการผลักดันการขายและส่งมอบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นผลประโยชน์ร่วมจากการเชื่อมโยงธุรกิจในแนวดิ่งระหว่างโรงงานในประเทศไทยและประเทศอังกฤษ จากการมีเหล็กแท่งแบนสนับสนุนการผลิตสม่ำเสมอจากโรงงานเอสเอสไอ ทีไซต์ จนมาถึงโรงงานเอสเอสไอ บางสะพาน จากนี้ไปเราจะเห็นปริมาณขายและรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดต้นทุนการผลิตจากสเกลธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ “เสริมสร้างธุรกิจระดับโลก” และเรายังได้เห็นส่วนต่างราคาที่ดีขึ้นจากการขยายตลาดภายใต้กลยุทธ์ “สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า”

ทั้งนี้ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) ประเมินความต้องการใช้เหล็กในประเทศปี 2556 ประมาณ17.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 16.3 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 โดยมีปัจจัยหลักจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ ยานยนต์ พลังงาน เป็นต้น