เนื้อหาวันที่ : 2012-11-26 17:24:55 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 762 views

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประกาศลงทุนเพิ่ม 50 ล้านยูโร เสริมแกร่งในไทย

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประกาศลงทุนเพิ่ม 50 ล้านยูโร เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจซัพพลายเชนในประเทศไทย

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ผู้นำระดับโลกด้านการจัดหาโซลูชั่นลอจิสติกส์ ประกาศมูลค่าการลงทุนเพิ่ม 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1.96 พันล้านบาท) เพื่อพัฒนาธุรกิจและตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในประเทศไทย พร้อมเปิดเผยแผนการดำเนินงานในช่วงสองปีครึ่งนับจากนี้ มุ่งเป้าเพิ่มจำนวนยานพาหนะขนส่งสินค้า เพิ่มสถานประกอบการ นำเสนอเทคโนโลยีการบริการรูปแบบใหม่ สนับสนุนโปรแกรมการอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ และเพิ่มการจ้างงานอีกกว่า 2,000 อัตรา

นายพอล เกรแฮม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กล่าวว่า “ประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปีที่แล้วธุรกิจของเราขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้เรามีความพร้อมในการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงเพื่อรองรับการขยายธุรกิจของลูกค้าของเราในประเทศไทย”

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีแผนงานและโครงการใหม่ๆ ที่วางแผนจะเปิดตัวในปีหน้านี้ อันได้แก่ ศูนย์กลางการจัดการสินค้าด้านยานยนต์ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งจะมาช่วยเสริมทัพการดำเนินงานด้านยานยนต์โดยเฉพาะ ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนาที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การดำเนินงานด้านค้าปลีก รวมถึงการเพิ่มจำนวนฟลีทยานพาหนะขนส่งสินค้า และการริเริ่มระบบการจัดการขนส่งรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกระจายสินค้า นอกจากนี้เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตของธุรกิจ เรายังมีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการจ้างงานขึ้นอีก 2,000 อัตราภายในปี พ.ศ. 2558 นี้ โดยในปัจจุบันเรามีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 9,500 คน ในประเทศไทย” นายออสการ์ เดอ บอค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กล่าว

ศูนย์กลางจัดการสินค้าแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 2556
ในปี พ.ศ. 2556 ดีเอชแอล ซัพพลายเชน จะเปิดตัวศูนย์กลางการจัดการสินค้าด้านยานยนต์แห่งที่ 2[1] ซึ่งจะมารองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ทั้งนี้ภายหลังจากการฟื้นตัวจากผลกระทบวิกฤติการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 ผนวกรวมกับการขยายตัวทางการตลาดของผู้ผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการจัดเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีการผลิตสินค้าด้านยานยนต์มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดการค้ารถยนต์ในประเทศก็ยังเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย เนื่องมาจากโครงการ “รถยนต์คันแรก” ตามนโยบายของทางภาครัฐ[2]” นายเควิน เบอร์เรล กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย คนใหม่ของ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กล่าว

นอกจากนี้ ในปีหน้า ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ยังได้วางแผนที่จะเปิดตัวศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าแห่งใหม่ย่านบางนา ซึ่งจะมาช่วยสนับสนุนการดำเนินการในด้านการจัดส่งสินค้าปลีก สินค้าแฟชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภค ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถตอบโจทย์และรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มลูกค้าหลักของ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อเน้นเรื่องความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดจากโครงการ GoGreen[3] ของดีเอชแอล อีกด้วย

นายเบอร์เรล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ผลการรายงานล่าสุดของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่า ตลาดการค้าปลีกจะมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะขยายตัวถึงร้อยละ 12 ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิมก่อนหน้านี้[4] และจะนับเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน จึงได้มุ่งมั่นเตรียมพร้อมที่จะรองรับการเติบโตของตลาดในส่วนดังกล่าว โดยเชื่อมั่นว่าศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าแห่งใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน และนับเป็นการนำเสนอการบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า”

การดำเนินงานด้านการจัดส่งสินค้าปลีกของดีเอชแอล ซัพพลายเชน ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบการจัดการขนส่งและการจัดเก็บสินค้าที่ได้มาตรฐานระดับโลก ซึ่งถือเป็นระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สำหรับในประเทศไทย การดำเนินงานด้านการจัดส่งสินค้าปลีกของเราถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เราได้นำต้นแบบความสำเร็จต่างๆ ไปประยุกต์ใช้และเป็นต้นแบบให้กับตลาดในประเทศอื่นๆ อีกด้วย” นายเดอ บอค กล่าวเพิ่มเติม

การลงทุนทางด้านยานพาหนะขนส่งสินค้า
ดีเอชแอล ซัพพลายเชน วางแผนที่จะปรับปรุงและขยายฟลีทยานพาหนะขนส่งสินค้า ซึ่งในปัจจุบันประกอบด้วยยานพาหนะทั้งสิ้นจำนวนกว่า 1,000 คัน หรือคิดโดยเฉลี่ยเป็นอัตราการวิ่งรถ 1,200 เที่ยวต่อวัน และครอบคลุมพื้นที่ในการวิ่งรถกว่า 11 ล้านกิโลเมตรในแต่ละเดือน โดยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมีการขยายเพิ่มฟลีทยานพาหนะขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ยังคงมุ่งเน้นการอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มพนักงานขับรถ โดยก่อนการปฏิบัติงานจริง พนักงานขับรถที่เพิ่งเริ่มงานใหม่จะต้องเข้าอบรมหลักสูตรเข้มข้น ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การจำลองสถานการณ์ และการฝึกขับรถภาคสนาม สำหรับพนักงานขับรถที่มีอยู่เดิมนั้น จะมีการจัดอบรมหลักสูตรทบทวนเพื่อทำการเน้นย้ำความรู้และทักษะทางด้านการขับรถอยู่เสมอๆ ทั้งนี้พนักงานขับรถทุกคนจะต้องสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฝึกอบรมการขับรถขนส่งสินค้าของดีเอชแอล ซัพพลายเชน ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กระจายสินค้าดีเอชแอล อำเภอบางใหญ่

การพัฒนาทางด้านบุคลากร
นอกเหนือจากการลงทุนเพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานแล้ว ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรเป็นหลัก โดยสำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศนำร่องในการจัดตั้ง “School of Excellence” ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการอบรมหลักสูตรเพื่อการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ[5] สำหรับกลุ่มธุรกิจดีเอชแอลในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

นายเบอร์เรล กล่าวเสริมว่า “เราเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในประเทศไทย พนักงานกว่า 4,000 คน ได้ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์จำลองการปฏิบัติการ และพนักงานระดับผู้จัดการกว่า 200 คน ได้เข้าร่วมในโครงการพัฒนานักบริหาร (Executive Development Program) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างดีเอชแอล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ยังได้ลงทุนเพิ่มเติมสำหรับการจัดการระบบซัพพลายเชนแบบยืดหยุ่น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ ทั้งนี้ภายหลังจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย และเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นและประเทศนิวซีแลนด์ในปีที่ผ่านมา ดีเอชแอลจึงพัฒนาโปรแกรม “Business Continuity Management and Disaster Response” ที่มุ่งเน้นการจัดการธุรกิจซัพพลายเชนเพื่อความต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก และรับมือกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เพื่อนำเสนอเป็นบริการเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน เริ่มเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2538 ในปัจจุบันเป็นผู้นำทางการตลาดในกลุ่มสินค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค ในขณะเดียวกัน สินค้าในกลุ่มอื่นๆ เช่น สินค้าด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สินค้าด้านยานยนต์ และสินค้าทางด้านเทคโนโลยี ก็มีอัตราการเติบโตทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว