เนื้อหาวันที่ : 2012-08-23 10:22:12 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1012 views

อนุมัติเพิ่ม 2 แหล่งผลิตปิโตรเลียมใหม่ คาดสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้น

คณะกรรมการปิโตรเลียม เห็นชอบอนุมัติเพิ่ม 2 แหล่งผลิตปิโตรเลียมใหม่ คาดสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้น

คณะกรรมการปิโตรเลียม เห็นชอบอนุมัติเพิ่ม 2 แหล่งผลิตปิโตรเลียมใหม่ คาดสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้น  


วานนี้ ( 22 สิงหาคม 2555) เว็บไซต์สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานว่า นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม ได้ประชุมประจำเดือนสิงหาคม 2555 และสรุปสถานการณ์ด้านการจัดหาและพัฒนาปิโตรเลียมในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอนุมัติพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติม

ภายหลังการสำรวจพบว่าพื้นที่ดังกล่าว มีศักยภาพทางด้านธรณีวิทยาที่จะพัฒนาเป็นแหล่งปิโตรเลียมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศจำนวน 2 พื้นที่ คือ แหล่งดงมูลของ บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด มีพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมรวม 31.91 ตารางกิโลเมตร และคาดว่ามีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 96 พันล้านลูกบาศก์ฟุต

ซึ่งจะเริ่มผลิตในปี 2558 และหากดำเนินการพัฒนาสำเร็จจะผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 14 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งปะการังตะวันตก ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่มีพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมรวม 118.1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคาดว่ามีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติประมาณ 1 แสนล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบประมาณ 8.97 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเริ่มผลิตในปี 2558 และหากดำเนินการพัฒนาสำเร็จจะสามารถผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยสูงสุดประมาณ 4,300 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 59 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน


ทั้งนี้ อัตราการผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศเทียบเท่าน้ำมันดิบทั้งสิ้นอยู่ 849,144 บาร์เรลต่อวัน หรือร้อยละ 43 ของความต้องการใช้ในประเทศ โดยแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ 3,531 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว 96,904 บาร์เรลต่อวัน น้ำมันดิบ 145,194 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2555 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42,300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 18  ​


สำหรับในพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย บริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 มีการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 1,259 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลว 15,825 บาร์เรลต่อวัน โดยในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2555 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,777 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา