เนื้อหาวันที่ : 2012-06-21 11:11:51 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 485 views

พลัสแนะเทคนิคอาคารสำนักงานฮึดฝ่าวิกฤติค่าแรง 300 บาท

พลัส ชี้สังคมไทยยังต้องใช้เวลา 5-6 ปีสร้างดุลย์ขจัดวิกฤติด้านแรงงานในธุรกิจบริหารอาคาร ชี้ต้องปรับตัวรับ AEC คาดอนาคตระบบ Automation เข้าแทนที่ พร้อมก้าวสู่ยุคทองแรงงานฝีมือ

พลัส ชี้สังคมไทยยังต้องใช้เวลา 5-6 ปีสร้างดุลย์ขจัดวิกฤติด้านแรงงานในธุรกิจบริหารอาคาร พบแนวโน้มอาคารสำนักงาน เริ่มวางแผนลดคนเพื่อคุมต้นทุนหวั่นเกิดปัญหาลดคุณภาพงานบริการ ในวงกว้าง แนะใช้ระบบ Automation เป็นทางเลือกใหม่หลังต่างประเทศนำร่องการใช้อย่าง กว้างขวาง เพราะสามารถคงคุณภาพและบริหารต้นทุนอย่างมีศักยภาพ วอนภาครัฐเร่งผลิต แรงงานฝีมือไว้ลองรับ เพื่อการพัฒนาในระดับองค์รวม

นายชาญ ศิริรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันถือว่าเป็นการขึ้นค่าแรง ในอัตราที่สูงที่สุดในเมืองไทย คือ เพิ่มขึ้นกว่าอัตราเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตามค่าแรงนี้ยังถือว่า น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน

ส่งผลให้สิงคโปร์ต้องปรับ กลยุทธ์การดำเนินงานโดยนำระบบ Automation หรือการใช้เครื่องจักรแทนที่แรงงานมนุษย์เข้ามาทดแทน แต่สำหรับเมืองไทยยังมีวัฒนธรรมที่แตกต่างและส่วนมากยังต้องการการบริการจากคนอยู่ จึงอาจต้องใช้เวลา ในการปรับตัวให้คุ้นเคยกับระบบดังกล่าวพอสมควร ซึ่งมองว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการอาคาร ด้วยเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเหมือนดังสิงคโปร์หรือประเทศตะวันตกได้ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า

“ปัจจุบันเจ้าของอาคารในไทยได้นำ 2 มาตรการเข้ามาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติด้านแรงงาน ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 ปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าและค่าบริการจากผู้เช่าพื้นที่อาคาร ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เช่าต้องรับภาระ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และแนวทางที่ 2 ปรับลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และลดจำนวนพนักงานบริการ ซึ่งทั้งสองแนวทางต่างส่งผลกระทบต่อผู้เช่าทั้งสิ้น และจะสามารถส่งผลต่อมาตรฐานหรือคุณภาพของ การบริหารอาคารในส่วนรวมได้” นายชาญ ศิริรัตน์ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในด้านแนวทางการบริหารจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น นายชาญกล่าวเสนอแนะต่อ ประเด็นดังกล่าวว่า “เจ้าของอาคารต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ 1. การเริ่มออกแบบสร้างอาคาร โดยต้อง ออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า ใช้วัสดุที่ดูแลง่าย และออกแบบรองรับการปฏิบัติงานของระบบ Automation ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รวมถึงการลดจำนวนช่องทางเข้า-ออก เพื่อลดจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และหันมาใช้ระบบ CCTV ให้เพิ่มมากขึ้น 2. การลดจำนวนพนักงานที่ให้บริการในแต่ละ อาคารสำนักงานลง โดยนำระบบ Building Automation System (BAS) เข้ามาเพื่อใช้พนักงานในระดับแรงงานฝีมือ (Skilled Labour) ในการควบคุมภาพรวมการทำงานผ่าน Monitor

โดยปัจจุบันองค์กรใหญ่ๆ หลายแห่งในไทย ได้เริ่มนำระบบ BAS เข้ามาใช้งานบ้างแล้ว และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพื่อบรรเทาและแก้ไขผลกระทบอันเกิดจากวิกฤติด้านแรงงาน 3. การนำระบบ Automation เข้าไปปรับใช้ ในการดูแลอาคารสำนักงาน อาทิ ระบบ CCTV เพื่อทดแทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย, ระบบ Cleaning Machine เพื่อทดแทนพนักงานทำความสะอาด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ระบบ IT เพื่อเข้ามาดูแลควบคุมระบบสั่งงานผ่าน Tablet หรือ Palm เพื่อให้ฝ่ายวิศวกรรมได้รับข้อมูลแบบ Real-time และเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องอย่างทันท่วงที”

ด้านนโยบายของ พลัส ด้านการบริหารจัดการปัญหาเรื่องค่าแรงนั้น นายชาญอธิบายเสริมว่า “ปัจจุบันพลัสมีอาคารสำนักงานที่ดูแลประมาณ 35 อาคาร โดยเราเชื่อว่าเราจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 5 อาคารภายในปีนี้ โดยพลัสได้มีแนวทางในการรับมือไว้กับปัญหาเรื่องแรงงานไว้หมดแล้ว

โดยการให้ ค่าตอบแทนอย่างคุ้มค่าและสมเหตุสมผล นอกจากนี้ พลัส ยังได้เพิ่มคุณภาพการให้บริการเพื่อให้ลูกค้า เจ้าของอาคารได้รับบริการที่ดีเลิศยิ่งขึ้นด้วย โดยพนักงานจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่ม ทักษะความรู้ในการบริหารจัดการอาคารเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า และยังวาง ระบบการประเมิน KPI ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุด พลัส ได้นำระบบ “Zero” เข้ามาใช้ในค้านต่างๆ

 ประกอบด้วย 1. Zero Repeat Order มีการซ่อมแซมแก้ไข เสร็จสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในทุกครั้ง อัตราการซ่อมซ้ำ ณ จุดเดิมหรือแก้ไขปัญหาไม่เสร็จสิ้นเป็นศูนย์ 2. Zero Basis จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในอาคารเป็นศูนย์ และ 3. Zero Machine Breakdown จำนวนครั้งที่เครื่องจักร ลิฟท์ ระบบไฟฟ้าหรือระบบ Chilling ขัดข้องหรือเสียหายเป็นศูนย์”

เมื่อสอบถามถึงมุมมองของ พลัส ต่ออนาคตปัญหาเรื่องแรงงานว่าจะมีผลต่อธุรกิจบริหารจัดการ อาคารสำนักงานหรือไม่ อย่างไรนั้น นายชาญ กล่าวแสดงความเห็นว่า “เจ้าของอาคารสำนักงาน และโครงการที่อยู่อาศัยต้องปรับตัวเองให้รับมือกับอนาคตให้ได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีและการบริหาร จัดการด้านบุคลากรที่เป็นระบบและลดจำนวนคนมากยิ่งขึ้น

 เพราะพลัสเองคิดว่าในอนาคตปัญหาที่จะ กระทบต่อการบริหารจัดการอาคารจะไม่ได้มีเพียงค่าแรงเท่านั้น แต่จะมีผลกระทบที่เกิดจาก AEC อีกด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะค่าแรงจะสูงขึ้นอีกกว่าปัจจุบัน เพราะต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับอัตรามาตรฐาน ของตลาดแรงงานอาเซียน

 ในส่วนของแรงงานระดับปฏิบัติการ (Labour) ในอนาคตจะมีจำนวนน้อยลง เพราะแรงงานต่างด้าวจากพม่า ลาวหรือเขมรจะลดลง เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมจะไปเปิดในประเทศ เหล่านั้นมากขึ้น จนทำให้แรงงานกลับไปทำงานในประเทศตัวเองแทนที่จะเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองไทย แต่อย่างไรก็ตาม Skilled Labour จากประเทศข้างเคียงจะเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น คนไทยเองจะ ทำงานสายปฏิบัติการหรือเรียน ปวช. ปวส. น้อยลง

เนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ให้เงิน 15,000 แก่ปริญญาตรี จะทำให้คนต้องการจบปริญญาเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น เรายังมองว่าผู้ให้บริการบริหารจัดการอาคารสำนักงาน รายเล็กจะอยู่รอดได้ยากในภาวะค่าแรงตึงตัวท่ามกลางกระแสการแข่งขันรุนแรงเช่นนี้ เพราะต้องมีการลงทุน ในเรื่องระบบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

รวมทั้งการอบรมเพิ่มศักยภาพแรงงานสู่ระดับ Skilled Labour ซึ่งคนที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องมี Know-how ในเรื่องการบริหารจัดการที่ลึกรวมทั้งมี Resources อีกด้วย” ทั้งนี้ พลัส ตั้งเป้าการเติบโตทางธุรกิจในปี 2555 ไว้ที่ 15% โดยปัจจุบันรายได้จากการบริหารอาคาร คิดเป็น 20% ของรายได้รวมของบริษัท