เนื้อหาวันที่ : 2012-01-10 16:14:53 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 816 views

ไอเอ็นจีมองเศรษฐกิจโลกปี 2012 ชะลอตัว ชี้หุ้นเอเชียยังน่าลงทุน

ไอเอ็นจีคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2012 ชะลอตัวจากปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปและสหรัฐ เชื่อตลาดหุ้นไทยยังคงน่าลงทุน

          ไอเอ็นจีคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2012 ชะลอตัวจากปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปและสหรัฐ เชื่อตลาดหุ้นไทยยังคงน่าลงทุน

          ไอเอ็นจีคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2012 ชะลอตัวจากปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปและสหรัฐ กลุ่มอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตและเอเชียโดดเด่น ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ไทยเติบโตได้ดีจากการขับเคลื่อนภายในประเทศ ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าลงทุน แต่อาจมีความผันผวนเป็นระยะแนะกลยุทธ์การลงทุน ต่างประเทศเน้นลงทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ในขณะที่ไทยแนะ “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทยบาลานซ์ฟันด์” ที่เน้นความยืดหยุ่นในการลงทุนทั้งตราสารหนี้และหุ้น สามารถปรับเปลี่ยนตามภาวะการลงทุนที่ผันผวน

ไอเอ็นจีมองการลงทุนในปี 2012 เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปและการฟื้นตัวอย่างช้าช้าของเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ภาพการลงทุนโดยรวมผันผวนสูง แนะนำลงทุนในกลุ่มอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตและเอเชีย จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

ในขณะที่การลงทุนในประเทศไทยยังคงน่าลงทุนจากการกระตุ้นการลงทุนเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังน้ำท่วม คาดการณ์เงินเฟ้อที่น่าจะมีแนวโน้มปรับลดลง  การขยายตัวของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ดี และระดับราคาหุ้นที่ยังถูกเมื่อเทียบกับภูมิภาคแต่ยังคงมีภาพความผันผวนเป็นระยะจากปัจจัยภายนอกประเทศ

นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า ไอเอ็นจี อินเวสท์เม้นท์ แมเนจเม้นท์ (ING  Investment Management: INGIM) คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2012 ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปัญหาวิกฤติหนี้ของยุโรป

แต่หากพิจารณาภาพรวมนับว่าเศรษฐกิจโดยรวมทรงตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศสหรัฐฯ กลุ่มประเทศในยูโรโซน และอังกฤษ คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในระดับที่ลดลง โดยขยายตัว 1.5%, 0.3% และ 0.5% ตามลำดับ สำหรับประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระยะของการฟื้นตัวจากมหันตภัยธรรมชาติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2012 อยู่ที่ประมาณ 1.8% 

ในส่วนของประเทศจีน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะปรับลดลงจากคาดการณ์ในปี 2011 ที่ระดับ 9.1% ลงมาอยู่ที่ระดับ 7.9% ในปี 2012 ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อการปรับลดของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่อยู่ที่ระดับ 5.7% จาก 6.4%

ในขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีความผันผวนค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีหุ้นที่สามารถลงทุนได้ โดยพิจารณาเลือกจากบริษัทที่มีผลประกอบการดี ปัจจัยพื้นฐานและมีการเติบโตของผลกำไรที่ดี ในขณะที่ราคาหุ้นที่ค่อนข้างถูก สำหรับธีมการลงทุนในปี 2012 คือ เน้นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลดีที่มาจากปัจจัยพื้นฐานดีและกำไรจากผลประกอบการที่สูง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่

โดยรวมมองว่าดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญทั่วโลกจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี 2012 โดยคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนประมาณ 5%-6% ในขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่คาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าที่ระดับ 15%

นายจุมพลกล่าวเพิ่มเติมถึง ภาพรวมการลงทุนของภูมิภาคเอเชียในปี 2012 ว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงแข็งแกร่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรปบางส่วนที่มาจากผลกระทบด้านการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศบ้าง สำหรับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเอเชียเติบโตได้ดีกว่าภูมิภาคอื่นนั่นคือ ความสามารถของรัฐบาลในการนำมาตรการหรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน

ส่วนประเด็นอัตราเงินเฟ้อ แรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชียเริ่มที่จะผ่อนคลายลงภายหลังความต้องการและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเริ่มปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียหันกลับมาพิจารณาทบทวนการใช้มาตรการและนโยบายทางการเงินในเชิงผ่อนคลายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเมืองของแต่ละประเทศจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดและสภาพตลาดการลงทุนในปีหน้า และคาดว่าภาวะความผันผวนในตลาดการลงทุนจะปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ และด้วยทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวพร้อมกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง

ดังนั้น นักลงทุนควรมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชียในรูปสกุลเงินท้องถิ่น เนื่องจากโครงสร้างทางการเงินที่ยังแข็งแกร่งเมื่อเปรียบเทียบยุโรปและสหรัฐฯ อีกทั้ง คาดการณ์ว่าสกุลเงินของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าในอนาคต

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี 2012 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2012 น่าจะขยายตัวได้ราว 4%-5% จากแรงขับเคลื่อนภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนในประเทศทั้งจากภาครัฐและเอกชน อันเป็นผลจากมาตรการทางเศรษฐกิจของภาครัฐในการลงทุนและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมหลังน้ำท่วม

รวมทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ในด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องจากปี 2011 ในระดับ 3%-4% นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมีโอกาสทำให้เกิดความเสี่ยงจากราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

มุมมองต่อแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในปี 2012 บลจ.ไอเอ็นจี คาดว่า กนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีกประมาณ 0.25% ภายในไตรมาสแรกของปี 2012 และน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปี 2012 ภายหลังจากที่ กนง. มีการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี 2010

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปถึงกลางปี 2013 และคาดการณ์ดอกเบี้ยในยุโรปจะมีโอกาสปรับลดลงมาอีกอย่างน้อย 0.50% จากปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป คาดว่าจะส่งผลให้เงินทุนระยะยาวจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรของไทยเพิ่มมากขึ้น

แนวโน้มการลงทุนในหุ้น คาดว่าตลาดหุ้นไทยในปี 2012 อาจมีความผันผวนตามภาวะตลาดโลก แต่โดยรวมแล้วมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของไทยและเงินทุนต่างชาติที่คาดว่าจะไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ภายหลังจากที่นักลงทุนต่างชาติได้มีการลดน้ำหนักการลงทุนในก่อนหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงปี 2011 ซึ่งหากพิจารณาจากมูลค่าของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่มีค่า PER ของปี 2012 ต่ำกว่า 10 เท่า โดยจัดอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นที่มีส่วนผสมที่ดี เนื่องจากมีทั้งหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ น้ำมัน และ ปิโตรเคมี และหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ ได้แก่ ธนาคาร สื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ และ ค้าปลีก ดังนั้น ไม่ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดหุ้นหนึ่งที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างประเทศ

ทั้งนี้ คาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตได้ประมาณ 15% จากปี 2011 ถึงแม้ว่า ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะสูงเกินจริง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในปี 2012 ยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

หากประเมินถึงผลประโยชน์จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มต้นนโยบายดังกล่าวในปี 2012 โดยจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% นโยบายดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิให้กับบริษัทจดทะเบียนได้ประมาณ 6%

แต่หากภาคเอกชนมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาลก็จะส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนลดลงประมาณ 2% ดังนั้น โดยรวมแล้ว ปี 2012 ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนยังคงมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้จากการคาดการณ์ในปัจจุบันอีกประมาณ 4% ซึ่งถือว่าช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้ระดับหนึ่ง  

 
“ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2012 คาดว่ายังน่าลงทุน จากมาตรการภาครัฐและการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น การขยายตัวของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่ยังโตต่อเนื่อง และมูลค่าหุ้นที่ถูกจะเป็นสิ่งจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจในตลาดหุ้นไทย โดยปัจจัยเสี่ยงยังคงมาจากภายนอกประเทศ ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกลุ่มยูโรและปัญหาการดำเนินนโยบายการคลังของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในปี 2012 เรายังคงแนะนำให้นักลงทุนมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และหุ้น โดยเฉพาะการหาโอกาสที่จะเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียซึ่งนับเป็นปีที่ดีสำหรับการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว ส่วนการลงทุนในประเทศนั้นแนะนำการลงทุนในกองทุนที่มีความยืดหยุ่นในการลงทุนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ และมีการปรับสัดส่วนการลงทุนอย่างสมดุล (Portfolio Rebalancing) ให้เหมาะสมกับสภาพการลงทุนในขณะนั้น

กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทยบาลานซ์ฟันด์ ที่คาดว่าจะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนที่มีความผันผวนในปีนี้ ส่วนสำคัญที่นักลงทุนจะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนคือ การเน้นการลงทุนที่สามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์การลงทุนในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่ไปพร้อมกับการพิจารณากรอบการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสม” นายจุมพล กล่าวสรุป