เนื้อหาวันที่ : 2011-12-09 11:57:02 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1312 views

โปรตุเกส-ไทย จับมือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุน

ทีทีอาร์ เผยเล็งขยายโอกาสการลงทุนไทยกับโปรตุเกส พร้อมเตรียมแผนเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน

ทีทีอาร์ เผยเล็งขยายโอกาสการลงทุนไทยกับโปรตุเกส พร้อมเตรียมแผนเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน

ผู้แทนการค้าไทยเตรียมแผนงานในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและโปรตุเกส

วานนี้ (8 ธ.ค.) ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยผลการหารือกับอุปทูตโปรตุเกส ประจำประเทศไทย (Mr. Jose Carlos Serafino)  เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554  ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ  เกี่ยวกับโอกาสการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระยะยาว และพร้อมหารือแนวทางเสริมสร้างพันธมิตรระหว่างกัน อาทิ การท่องเที่ยว พลังงาน ธุรกิจเหมืองแร่ และไวน์

ดร. นลินี กล่าวว่า ตนในฐานะทีทีอาร์มีแผนงานในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและโปรตุเกส อาทิ กลุ่มธนาคารแอนแลนติโก ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจด้านการเงินรายใหญ่ในโปรตุเกส และมีการร่วมลงทุนกับหลายบริษัทในประเทศแองโกลาและลูอันดาในหลายสาขา

อาทิ พลังงาน การก่อสร้างที่พักอาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ธุรกิจการเกษตร และการบริการ ซึ่งอุปทูตโปรตุเกสพร้อมส่งเสริมแผนงานของไทยในการหารือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของโปรตุเกส ตลอดจนพร้อมสนับสนุนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนเพื่ออำนวยความสะดวกให้สัมฤทธิ์ผลตามที่ฝ่ายไทยตั้งเป้าหมายไว้

ทั้งนี้ อุปทูตโปรตุเกสเห็นว่า แม้ในปัจจุบันประเทศโปรตุเกสกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน แต่ภาคอุตสาหกรรมของโปรตุเกสในหลายสาขายังคงมีศักยภาพและมีความพร้อมที่จะจับมือร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนกับไทยในหลายสาขา

อาทิ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมไวน์ ซึ่งไวน์โปรตุเกสได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีเนื่องจากมีปัจจัยทางภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงสนใจขยายตลาดไวน์โปรตุเกสในไทย ตลอดจนธุรกิจเหมืองแร่ โดยเฉพาะแร่ทองแดง ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบรองรับภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ต่อไป

นอกจากนี้ ในปัจจุบันอุตสาหกรรมของโปรตุเกสให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของไทย จึงคาดว่าสินค้าของโปรตุเกสจะมีโอกาสขยายตัวในตลาดไทยมากขึ้น

ดร. นลินี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโปรตุเกสเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 17 ในภูมิภาคยุโรป โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554ไทยและโปรตุเกสมีมูลค่าการค้ารวม 198.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตนจึงเล็งเห็นว่าไทยยังมีโอกาสอีกมากในการแสวงหาแนวทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับโปรตุเกสเพื่อประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน