เนื้อหาวันที่ : 2011-07-25 14:29:26 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1667 views

อุตฯ อ้อยและน้ำตาล วอนรบ.ใหม่ใส่ใจพัฒนาจริงจัง

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ร้องรัฐบาลใหม่ใส่ใจประสานทุกกระทรวงพัฒนาคุณภาพ เพิ่มรายได้เข้าประเทศ สะท้อนปัญหาอ้อยไฟไหม้-ปนเปื้อนต้องแก้ด่วน

 

          อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ร้องรัฐบาลใหม่ใส่ใจประสานทุกกระทรวงพัฒนาคุณภาพ เพิ่มรายได้เข้าประเทศ สะท้อนปัญหาอ้อยไฟไหม้-ปนเปื้อนต้องแก้ด่วน

          สมาคมโรงงานน้ำตาลชี้จังหวะดีรัฐบาลใหม่ แนะใช้โอกาสนี้พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอย่างจริงจัง โดยประสานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์ เพื่อให้ไทยยืนหยัดเป็นผู้นำของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี จ้างแรงงานกว่า 6 แสนคน ยันปัญหาอ้อยไฟไหม้และอ้อยปนเปื้อนต้องได้รับการแก้ไข เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย

          นายประกิต  ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวถึงทิศทางของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลภายใต้รัฐบาลใหม่ว่า นับเป็นโอกาสดีของรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาในช่วงที่ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายในประเทศมีปริมาณมาก และราคาขายก็ยังอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งภาวะอย่างนี้เหมาะสมสำหรับการผลักดันให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอ้อยและน้ำตาลทราย

          “รัฐบาลต้องให้ความใส่ใจกับอุตสาหกรรมนี้อย่างมาก เพราะเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาท ทำรายได้เข้าประเทศปีละกว่าแสนล้านบาท   มีเกษตรกรและผู้ที่ได้รับการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 600,000 คน ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้ได้ผลดี มีความยั่งยืน จะต้องประสานนโยบายของหลายกระทรวง ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ และอาจต้องมองไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงมหาดไทยด้วย” นายประกิตกล่าว

          ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ขยายความว่า ในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์อ้อยที่มีคุณภาพนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเข้ามามีบทบาท อีกทั้งต้องส่งเสริมเทคนิคและความรู้เรื่องการเพาะปลูกอ้อยที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก  ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโรงงานน้ำตาลและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยตรง ก็ต้องพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรม ว่าโครงสร้างราคาแบบใดที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด  คือ สามารถสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยไม่ให้หันไปปลูกพืชเกษตรอย่างอื่น และผู้ประกอบการเองก็มีกำไรเพียงพอที่จะปรับปรุงเครื่องจักรและลงทุนด้านงานวิจัยพัฒนาต่างๆ

          สำหรับกระทรวงพาณิชย์นอกจากจะทำหน้าที่ควบคุมราคาสินค้าแล้ว     ควรจะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการค้าน้ำตาลทรายด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออกที่ผู้ประกอบการควรจะต้องได้รับความคล่องตัว และที่มองไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ก็เนื่องจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้กับเยาวชนตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้  ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะช่วยดูแลเรื่องของการลักลอบขายน้ำตาลตามตะเข็บชายแดน หากเรายังไม่ปล่อยให้ราคาน้ำตาลลอยตัว

          “เราอยากเห็นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทำงานร่วมกัน    เพื่อพัฒนาอุตสาหรรมให้แข็งแกร่ง เติบโตอย่างยั่งยืน รักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ในระดับโลกไว้ให้ได้  ซึ่งอ้อยนั้นยังถือเป็นพืชพลังงานที่สำคัญด้วย   เพราะสามารถนำกากน้ำตาลหรือโมลาสไปใช้ผลิตเอทานอลเพื่อนำไปผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ได้     ดังนั้น  การส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย จะทำให้ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการผลิตพลังงานทดแทน      ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ   ลดการนำเข้าน้ำมันและลดภาระต้นทุนด้านพลังงาน   ให้แก่ประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย”   นายประกิตกล่าว

          ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายย้ำว่า  ปัญหาอ้อยปนเปื้อนและอ้อยไฟไหม้ยังคงต้องมีการรณรงค์แก้ไขอย่างต่อเนื่อง  เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตอ้อยที่เข้าสู่โรงงาน หากอ้อยสะอาดจะได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยมากขึ้น  เครื่องจักรในการหีบอ้อยและผลิตน้ำตาลจะเสียหายน้อยลงด้วย