เนื้อหาวันที่ : 2011-06-07 10:08:24 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1201 views

ปีหน้าภัยจะมาปัญหาจะมี

ปัจจุบันประเทศเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า มรสุม ทั้งทางสังคมและธรรมชาติก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางกายและทางใจ เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีกแล้วเราจะก้าวข้ามได้อย่างไร

พระมหาประสิทธิ์ (p.yanapathipo@gmail.com)

          เคยได้ยินคำว่า “หลังฝนซาฟ้าจะกลับใส” แต่ช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ผ่านมาอาจจะทำให้เรามีภาษิตใหม่ว่า  “หลังฝนซาน้ำป่าจะมา” หรือ “หลังฝนซานาจะล่ม” เพราะจมน้ำป่าและพายุ ที่ถาโถมท่วมหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายไปหลายจังหวัด กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ยังบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นแบบนี้เลย ทำเอาผู้เขียนรู้สึกตระหนกว่า “แล้วยามที่เราแก่ตัวไปจะเจออะไรบ้าง” มองขึ้นไปบนฟ้า เห็นฟ้ายังฟ้าอยู่ก็อดคิดไม่ได้ว่า “ปีหน้าฟ้าจะเปลี่ยนสีหรือเปล่า” ผู้เขียนรำพึงเสียงดังจนคนข้างๆ ได้ยินหันมามองแปลกๆ แล้วก็รำพันขึ้นเหมือนกันว่า “ปีหน้ากีฬาสีจะจบไหมน่ะ” ตามประสาคอข่าวการเมือง ที่หวังให้เกิดความสงบร่มเย็นในสังคมไทย

          ประเทศเราเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “มรสุม” ทั้งทางสังคมและทางธรรมชาติ ซึ่งทั้งสองส่วนก็ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส ร่องรอยของมันยังเป็นจุดร้าวของหัวใจซึ่งยากแก่การเยียวยาให้หายขาดในระยะเวลาอันสั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในยามทุกข์ยากคนไทยก็ไม่เคยทิ้งกัน ภัยธรรมชาติไม่เลือกสี ไม่เลือกความเชื่อหรืออุดมการณ์ทางการเมือง อยากให้นึกถึงในยามที่เราร่วมแรงร่วมใจกันผ่านความวิปริตทางธรรมชาติ ความช่วยเหลือที่ส่งถึงกันไม่ได้ถามว่า ใครใส่เสื้อสีไหน หรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างไร มีแค่เพียงความปรารถนาดี  เอื้อเฟื้อแบ่งปันอย่างเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน นี่แหละคือ “พลังบวก” ที่จะต้องช่วยกันทำให้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ หรือให้เป็น “พหุคูณ” ไปเลย ให้ความดีงามซอกซอนไปทุกอณูใจของเราทุกคน

          เพราะว่า “ปีหน้าภัยก็ยังจะมาและปัญหาก็คงจะมี” เหมือนเดิม แต่ถ้าเราเตรียมพร้อมซ้อมรับมืออย่างเต็มที่ดีแล้ว โดยใช้ประสบการณ์จากอดีตที่ผ่านการเรียนรู้และถอดบทเรียนที่ไร้อคติ สรุปและสังเคราะห์ให้เป็นองค์ความรู้จนได้หลักการและวิธีการ ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกัน และสร้างสรรค์สังคมที่อุดมสุข ความผิดพลาดในวันนั้นอาจเป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จในวันหน้า เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายๆ แล้วก็น่าจะมาสร้างสถานการณ์ดีด้วยกัน แม้ปีหน้าปัญหาจะเยอะและมรสุมจะแยะสักแค่ไหน เราก็จะผ่านมันไปได้ด้วยดี ถ้าเราช่วยกัน

          จากที่ได้มีโอกาสสนทนากับหลายๆ คนพบว่ามีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ เกือบจะทุกคนอยากจะ “ปรับปรุงหรือพัฒนาตัวเองเสียใหม่” เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมามีอะไรมากมายที่ทำให้รู้สึกว่า “เรายังดีไม่พอ” จึงเกิดคำถามว่า “มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับปรุง” ซึ่งผู้เขียนได้สรุป เพื่อแลกเปลี่ยนกันในขณะนั้นได้ ๔ ประเด็น พูดให้ดูทันสมัยหน่อยก็เรียกว่า “๔ H” คือ

          ๑.Hand (มือ) คือฝึกปรือฝีมือให้ดี หรือให้มีความสามารถความชำนาญมากขึ้น เพราะวิทยาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นเปิดช่องสำหรับผู้เรียนรู้ที่ก้าวทัน และปิดประตูสำหรับผู้ปิดหูปิดตาไม่พัฒนาตนเอง เช้าชามเย็นชาม ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่หมั่นฝึกฝน คงได้แต่มองความสำเร็จของคนอื่น และสมัยปัจจุบันนี้ต้องมีความสามารถแบบวาไรตี้ คือทำอะไรได้หลายอย่าง ไม่ใช่ไร่นาสวนผสมก็จริง แต่ถ้าทำอะไรได้หลายอย่าง อาจเปิดทางข้างหน้าได้ ผู้เขียนเคยเห็นคุณครูที่ดูไพ่ยิปซีเป็น สามารถสร้างรายได้พิเศษที่น่าทึ่ง หรือทักษะที่ตนมีอยู่แล้วก็พัฒนาให้มีความชำนาญมากขึ้น แล้วจะพบว่า  “ถ้าฝีมือดีมีหรือจะตกต่ำ”

          ๒.Head (หัว) ผู้เขียนมีความคิดว่า “ความคิดสร้างสรรค์นั้นเพิ่มราคาได้ ๑๐๐ เท่า” ฝีมือมีเท่ากัน แต่ความคิดสร้างสรรค์นั้นจะทำให้พบความสำเร็จต่างกัน บางท่านเรียกว่า “ใช้หัวลุย” ไม่ใช่ใช้ชนแต่ควรใช้หัวในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ดูอย่างโน้ตเพลงซึ่งมีไม่กี่ตัว แต่คนที่มีหัวสร้างสรรค์จะสามารถแต่งเพลงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น เราจึงควรฝึกฝนการเรียนรู้ให้มากๆ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถทางความคิด มองไปข้างหน้าอย่างต่อยอดเสมอ คิดใหม่ในสิ่งเก่า อาจช่วยให้เราพบช่องทางใหม่ในเส้นทางเดิม เพราะ “ทางตันจะไม่มีสำหรับคนที่คิดสร้างสรรค์”

          ๓.Heart (หัวใจ) ความหมายตามศัพท์คือ หัวใจเนื้อในอกข้างซ้ายก็จริง แต่ในที่นี้มุ่งถึงสภาวะทางจิตใจ ในยามที่จะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต ซึ่งแม้มีความคิดสติปัญญาดีพอจะหาทางออก แต่ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งเสียอย่างเดียว ทุกอย่างอาจไม่มีความหมายอะไรเลย จิตใจที่เคยหดหู่ต้องปลุกให้ฮึดสู้ให้ได้ ความอ่อนแอต้องแทนที่ด้วยความอดทน ความเยือกเย็นจะช่วยดับความร้อนรนให้กล้าแกร่งมากว่ากลัวเกรง และอ่อนโยนไม่หยาบคาย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นต้องฝึกฝนและพัฒนาให้มีในจิตใจมากๆ เข้าไว้ แล้วจะพบว่า “ถ้าใจกว้างปัญหาจะเล็กลงทันที” และ “จิตใจที่เข้มแข็งคือโอกาสของทุกความสำเร็จ”

          ๔.Health (สุขภาพ) ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงคือหลักประกันของทุกโอกาสชีวิต ว่าเราจะสามารถพิชิตความสำเร็จได้แน่นอน แต่ก็น่าห่วงเหลือเกินที่คนไทยไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพ  สังเกตได้จากสถิติของการดื่มเหล้า สูบบุหรี่หรือยาเสพติดอื่นๆ ไม่ได้มีแนวโน้มลดลงเลย ทั้งๆ ที่พิษภัยของสิ่งเหล่านั้นก็เป็นที่รู้กันดี อีกทั้งยังทำร้ายตนเองด้วยอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งจะตามมาด้วยโรคหัวใจ ไขมันอุดตันเส้นเลือด เบาหวาน และ “โรคอ้วน” (ผู้เขียนเองก็เริ่มน้ำหนักเกินเหมือนกัน) ซึ่งเหล่านี้สามารถปรับได้ด้วยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้อาจจะฟังดูง่ายแต่ทำยาก แต่มันก็เป็น “สิ่งเดียว” จริงๆ ที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรง

          หากทำครบ ๔ ข้อนี้ได้ แม้จะไม่สม่ำเสมอ แต่ก็จะทำให้เราพบกับ “H ที่ ๕” โดยอัตโนมัติ นั่นก็คือ “Happy” ที่ไม่ใช่สุขแค่ปีนี้ปีหน้าแต่ว่า “ทุก ๆ ปี” ที่ชีวิตเราอยู่ถึง ซึ่งไม่ต้องสนใจหรอกว่าจะยาวนานแค่ไหน ขอแค่ให้ “ทุกวันรู้สึกดีกับชีวิต” ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

          ปีหน้าหลายคนอาจกังวลเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ปลายปีนี้ผู้เขียนรู้สึกถึงอีกภัยหนึ่งซึ่งน่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “กิเลสภัย” คือภัยที่เกิดจากจิตใจอันชั่วร้ายซึ่งถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง อันเป็นรากเหง้าของความเลวทรามทุกอย่างของมนุษย์

          การทำร้ายทำลายกันของคนไม่เลือกฤดูกาล จะพยากรณ์อย่างไร? เตือนภัยให้สัญญาณแบบไหน? จะเฝ้าระวังสร้างทำนบกั้นกันขนาดไหน? มันจึงจะไม่เกิดหรือป้องกันได้ ฝากให้ทุกคนได้ช่วยกันคิดพิจารณาร่วมกัน เพราะสังคมนี้จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือก “สงคราม” หรือ “สันติภาพ” จะสร้าง “ความสุขสม” หรือ “ทุกข์ตรมทรมาน” อนาคตของบ้านเมืองอยู่ที่การตัดสินใจของทุกคน

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก Add Free Magazine