เนื้อหาวันที่ : 2011-05-04 10:44:58 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 2441 views

แสนสิริรุกหนักส่ง 7 โครงการรวดรับมาตรการรัฐ

แสนสิริส่ง 7 โครงการคอนโด-บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ รับมาตรการรัฐ ตั้งเป้าโอนที่อยู่อาศัยปลายปี 54 มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

          แสนสิริส่ง 7 โครงการคอนโด-บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ รับมาตรการรัฐ ตั้งเป้าโอนที่อยู่อาศัยปลายปี 54 มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

          แสนสิริรับลูกมาตรการรัฐ ส่ง 7 โครงการที่อยู่อาศัยจ่อโอน 1,050 ยูนิต ทั้งคอนโด-บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 3 ล้าน มูลค่ารวม 1,540 ล้านบาทร่วมโครงการ “บ้านหลังแรก” ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี หลังกระทรวงการคลังเปิดช่องให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองง่ายขึ้น คาดดันตลาดบ้านระดับกลางล่างซึ่งมีกลุ่มลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมากขยายตัวสูงพร้อมตั้งเป้าโอนมอบที่อยู่อาศัยทั้งกลุ่มภายในสิ้นปี 2554 เป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 20,000 ล้านบาท หลังประสบความสำเร็จอย่างมากจากการสร้างแบรนด์ตรงใจลูกค้าในตลาดที่อยู่ทุกประเภท

          นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ภาครัฐบาล โดยกระทรวงการคลังมีนโยบายโครงการ “บ้านหลังแรก” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ซื้อบ้านหลังแรกในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ด้วยการยกเว้นดอกเบี้ย หรือ 0% ใน 2 ปีแรก ทำให้ผู้ซื้อบ้านมีภาระชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น นับเป็นนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น รวมถึงน่าจะส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางล่างมีการอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นในปีนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่มบริษัทแสนสิริมีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและยังคงมีจำนวนยูนิตสำหรับการขายจำนวนทั้งสิ้น 53 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวจำนวน 20 โครงการ, คอนโดมิเนียมจำนวน 20 โครงการ และทาวน์เฮาส์รวม 13 โครงการ โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาขายเฉลี่ยตั้งแต่ 1.21 – 3 ล้านบาทซึ่งลูกค้าตัดสินใจซื้อและพร้อมโอนในปีนี้อยู่ประมาณ 1,050 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,540 ล้านบาท

ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมในโครงการ blocs77 และโครงการ dcondo อ่อนนุช – สุวรรณภูมิ โครงการบ้านเดี่ยวในโครงการบ้านพร้อมพัฒน์ ไพร์ม และโครงการฮาบิเทีย วงแหวน – รามอินทรา รวมถึงทาวน์เฮาส์ในโครงการทาวน์พลัส ประชาอุทิศ, โครงการทาวน์พลัส เทพารักษ์และโครงการ V-Village เฟส 1 นอกจากนี้ยังประกอบด้วยบ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่ในโครงการฮาบิทาวน์ วัชรพล ราคาเริ่มต้น 2.3 ล้านบาท และ V-Village เฟส1 ราคาเริ่มต้น 1.1 ล้านบาทซึ่งเปิดการขายแล้วอีกด้วย

          “ผลของมาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีให้ตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฐานลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมากมีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทแสนสิริได้เปิดตัวการขายโครงการที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร ทั้งโครงการบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียมใจกลางเมือง โครงการทาวน์เฮาส์ โครงการบ้านแฝด รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ในรูปแบบช้อปเฮาส์ โดยมีการสร้างแบรนด์และการรับรู้เกี่ยวกับโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทประสบความสำเร็จในด้านการขายเป็นอย่างมาก เห็นได้จากยอดขายที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปี โดยในปี 2554 นี้ กลุ่มบริษัทแสนสิริมีประมาณการยอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จสมบูรณ์และพร้อมจะส่งมอบให้กับลูกค้า มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย” นายเศรษฐา กล่าว

          นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงเหลือ เพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงินสำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจประกอบกับยอดขาย (Pre-Sale) ที่อยู่อาศัยของแสนสิริซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีตลอดมา ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสต็อคโครงการบ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่จำนวนที่ไม่มาก ทั้งนี้สำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้านั้น

ในส่วนของโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์จะเป็นการก่อสร้างและส่งมอบให้กับลูกค้าที่เป็นไปตามเฟสต่างๆ โดยใช้ระยะเวลาการก่อสร้างโดยเฉลี่ยระหว่าง 75 – 90 วันเท่านั้น ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมจะเป็นโครงการที่มีการเปิดขายและขายหมดตั้งแต่ 1 – 2 ปีที่ผ่านมาและก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา ทั้งนี้เมื่อรวมจำนวนที่อยู่อาศัยที่จะมีการโอนให้กับลูกค้าในปีนี้ มีจำนวนรวมประมาณกว่า 4,800 ยูนิต

          “ในวันนี้ (3 พ.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านมติเห็นชอบโครงการเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งแรก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยแห่งแรกเป็นของตนเอง รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ย 0% ใน 2 ปีแรก ซึ่ง ธอส.จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อให้ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อบ้านได้เร็วขึ้นและส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางล่าง ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก” นายเศรษฐา กล่าว