เนื้อหาวันที่ : 2011-05-03 11:09:12 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 930 views

เอสซีจี รุกตลาดอินโดฯ เดินหน้าลงทุนธุรกิจวัสดุก่อสร้าง-จัดจำหน่าย

เอสซีจี เตรียมซื้อหุ้น KIA รุกธุรกิจวัสดุก่อสร้งและธุรกิจจัดจำหน่ายในอินโดนีเซีย หวังขึ้นแท่นผู้นำในอาเซียนอย่างยั่งยืน

          เอสซีจี เตรียมซื้อหุ้น KIA รุกธุรกิจวัสดุก่อสร้งและธุรกิจจัดจำหน่ายในอินโดนีเซีย หวังขึ้นแท่นผู้นำในอาเซียนอย่างยั่งยืน

          เอสซีจีเดินหน้าลงทุนในภูมิภาคตามวิสัยทัศน์มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน เตรียมซื้อหุ้น PT Keramika Indonesia Asosiasi Tbk (KIA) 1 ใน 5 ผู้ผลิตเซรามิก รายใหญ่ของอินโดนีเซีย พร้อมธุรกิจจัดจำหน่ายของ PT Kokoh Inti Arebama Tbk (Kokoh) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่มีเครือข่ายทั่วประเทศอินโดนีเซีย มั่นใจอินโดนีเซีย มีศักยภาพเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อมเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำอาเซียน

          เชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การเงินและการลงทุน เอสซีจี เปิดเผยว่า “เอสซีจีมุ่งมั่นผลักดันธุรกิจสู่การเติบโตในภูมิภาคตามวิสัยทัศน์สู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ล่าสุดได้ขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย โดย เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขกับบริษัท PT Keramika Indonesia Assosiasi (KIA) 1 ใน 5 ผู้ผลิตเซรามิกรายใหญ่ของประเทศอินโดนีเซีย ในสัดส่วนร้อยละ 94

ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตเซรามิกรวมของเอสซีจีเพิ่มขึ้นจากเดิม 122 ล้านตารางเมตร เป็น 149 ล้านตารางเมตร เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านกำลังการผลิตระดับโลก และจะทำให้กำลังการผลิตเซรามิกของเอสซีจีในอินโดนีเซียเพิ่มจากเดิม 4 ล้านตารางเมตร เป็น 31 ล้านตารางเมตร ทั้งนี้ ในปี 2553 ความต้องการใช้เซรามิกในอินโดนีเซียเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 10 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 185 ล้านตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ต่อปี

          นอกจากนี้ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขกับริษัท PT Kokoh Inti Arebama (Kokoh) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วอินโดนีเซีย ในสัดส่วนร้อยละ 70 Kokoh นอกจากจะมีเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศอินโดนีเซียแล้ว ยังมีแผนการดำเนินธุรกิจและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ทั้งยังมีพนักงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่วนเสริมสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายและศักยภาพการขยายตลาดของเอสซีจีในประเทศอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี” เชาวลิต กล่าว

          “เอสซีจี มีความมั่นใจในศักยภาพของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อมเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำอาเซียน การขยายการลงทุนในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อตอบแทนสิ่งที่ดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน และสร้างความเจิญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับอินโด นีเซียด้วย” เชาวลิต กล่าวเพิ่มเติม

          ปัจจุบัน ธุรกิจของเอสซีจีในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ โรงงานผลิตพีวีซี เรซิน และเมลามีน ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โรงงานผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังเซรามิค กระเบื้องซิเมนต์ใยธรรมชาติ และแผ่นยิบซัม ในธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ ในธุรกิจซิเมนต์ และบริษัท SCG Trading ในธุรกิจจัดจำหน่าย