เนื้อหาวันที่ : 2011-03-16 09:19:41 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1868 views

ลงทุนไทยดิ่งเหว ผวาส่งออกเจอทางตัน

การลงทุนไทยถึงยุคตกต่ำ 5 ปีหยุดนิ่ง ส่วนแบ่งสินค้าไทยในตลาดโลกไม่ขยาย ห่วงการส่งออกพบทางตัน ความหวังในการพัฒนายังริบหรี่

การลงทุนไทยถึงยุคตกต่ำ 5 ปีหยุดนิ่ง ส่วนแบ่งสินค้าไทยในตลาดโลกไม่ขยาย ห่วงการส่งออกพบทางตัน ความหวังในการพัฒนายังริบหรี่

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาภาคส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2546 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของการส่งออกไทย โดยมูลค่าส่งออกขยายตัวในระดับสองหลักติดต่อเป็นเวลาหลายปีจนเห็นการทำลายสถิติสูงสุดแบบปีต่อปี ซึ่งดูแล้วการส่งออกไทยน่าจะมีอนาคตสดใส อย่างไรก็ตามหากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ พบว่าสถานะการส่งออกของไทยกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะจากตัวเลขส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดโลกพบว่าในช่วงปี 2546-2552 แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย 

จึงเป็นที่น่าห่วงว่าภาคส่งออกไทยนับจากนี้อาจกำลัง เข้าสู่ทางตัน เมื่อปัจจัยบั่นทอนต่างๆ มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาความผันผวนของค่าเงิน ต้นทุนการผลิตทั้งราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าการขยายตัวของมูลค่าส่งออกในระดับสองหลักต่อเนื่องเหมือนที่เคยเกิดขึ้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่าง จีน อินเดีย รวมถึงเวียดนามยังเดินหน้าเติบโตด้วยความได้เปรียบเหนือไทยหลายด้าน ด้วยเหตุนี้เองทำให้ที่ยืนของสินค้าไทยหลายรายการในตลาดโลกกำลังถูกบีบให้ตกขอบสนามลงเรื่อยๆ

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้หลายฝ่ายมีการพูดถึงทางออกของภาคส่งออกไทยในแนวทางต่างๆมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต การนำแนวคิดในเชิงสร้างสรรค์ (Creativity) มาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อย่างไรก็ตาม การจะไปสู่จุดหมายดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเริ่มมาจากการลงทุนแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากพิจารณาสถานะของการลงทุนไทยในปัจจุบัน พบว่าความหวังในการพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวริบหรี่เต็มที

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2549 การลงทุนของไทย อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสภาพหยุดนิ่ง นั่นคือขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.5 ต่อปี ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและที่สำคัญสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP หล่นลงมาอยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 20 ต่ำเป็นที่สองในภูมิภาครองจากฟิลิปปินส์

ซึ่งถือเป็นยุคตกต่ำของการลงทุนไทยที่ในอดีตช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (2535-2539) เคยขยายตัวสูงถึงร้อยละ 10 ต่อปี และมีสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP สูงถึงร้อยละ 40 สูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคผลลัพธ์จากการลงทุนที่หยุดนิ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตของไทยอยู่ในระดับต่ำ

ซึ่งหากพิจารณาจาก Total Factor Productivity (TFP) ที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของประเทศ พบว่าอัตราขยายตัวของ TFP ของไทยในช่วงปี 2549-2553 อยู่ที่เฉลี่ยร้อยละ 1.5 ต่อปี ต่ำเกือบที่สุดเป็นรองแต่เพียงสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่ได้เน้น การผลิตในประเทศเป็นหลัก คู่ขนานไปกับประสิทธิภาพการผลิตที่พัฒนาไปอย่างช้าๆ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยก็เริ่มสะดุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

ซึ่งจากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 58 ประเทศทั่วโลกที่จัดทำขึ้นทุกปีโดย The International for Management Development (IMD) พบว่าอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากอันดับ 27 ในปี 2548  มาอยู่ที่อันดับ 26

ในปี 2553 ขณะที่จีนและมาเลเซียเคยอยู่ในอันดับต่ำกว่าไทยในปี 2548 กลับขยับอันดับขึ้นมาแซงหน้าไทยในปี 2553 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อย่างอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่เคยมีขีดความสามารถในการแข่งขันตามหลังไทยอยู่มากในปี 2548 ต่างก็ขยับเข้าใกล้ไทยมาติดๆ ซึ่งผลการศึกษาของ IMD ชี้ชัดว่าจุดอ่อนสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของไทยอยู่ที่ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ

โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่นอกจากอันดับไม่ดีขึ้นแล้วยังตกจาก อันดับ 37 ในปี 2548 มาอยู่อันดับ 48 ในปี 2553  จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงถึงเวลาที่ประเทศไทยควรต้องเร่งฟื้นฟูภาคการลงทุนอย่างจิงจังเพื่อเป็นกลไก ส่งต่อไปถึงภาคส่งออก และควรใช้จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าเร่งนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อพลิกฟื้น ภาคการลงทุนให้กลับคืนมา

ขณะเดียวกันโฉมหน้าการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะช่วยเป็นสปริงส่งต่อให้การผลิตสินค้าส่งออกของไทยกระโดดขึ้นสู่ Value Chain ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกภาคส่งออกจากการแข่งขัน ในรูปแบบเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก ที่นับวันไทยจะยิ่งเสียเปรียบคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม รวมถึงอินเดียมากขึ้นทุกขณะ และยังเป็นการสนับสนุนให้ภาคการส่งออกของไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว