เนื้อหาวันที่ : 2010-12-07 15:33:32 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1382 views

ไต้หวันเล็งขยายการลงทุนในไทย

ไต้หวันโปรยยาหอมไทยศักยภาพสูงสุดในอาเซียน การลงทุนมีอนาคต โดยเฉพาะเกี่ยวกับเครื่องมืออัตโนมัติ ในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และรถยนต์


ไต้หวันโปรยยาหอมไทยศักยภาพสูงสุดในอาเซียน การลงทุนมีอนาคต โดยเฉพาะเกี่ยวกับเครื่องมืออัตโนมัติ ในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และรถยนต์


มร. จัสติน ไท ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าไต้หวันในไทย เปิดเผยว่าไต้หวันถือเป็นประเทศผู้ผลิตเครื่องมือและเครื่องจักรกลที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก โดยยอดการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือและเครื่องจักรกลของไต้หวันมีส่วนแบ่ง ในตลาดโลกมากถึงเกือบร้อยละ 75 ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลไต้หวันได้ทำข้อตกลง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ระหว่างไต้หวันและ จีนแผ่นดินใหญ่


ประเทศไทยจัดเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องมือและ เครื่องจักรกลของไต้หวัน ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม - สิงหาคม 2553) ประเทศไทยนำเข้าสินค้าเครื่องมือเครื่องจักรกลจากไต้หวันสูงขึ้น 69 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดการนำเข้าคิดเป็น 74.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,220 ล้านบาท โดยเครื่องกลึงและเครื่องตัดเหล็ก ถือเป็นสินค้าที่มียอดการเติบโตสูงที่สุดอยู่ที่ 224 %


มร. โรเจอร์ หลิน ผู้จัดการทั่วไปบริษัทPalmary Machinery ให้ความเห็นว่า แม้ปีที่แล้วจะมียอดขายไม่ดีจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่สภาพประเทศไทยถือว่าไม่สาหัสเท่าประเทศอื่น ถึงแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองบ้างก็ไม่กระทบธุรกิจของบริษัทเมื่อเทียบกับอินเดียหรือมาเลเซีย


ในภาพรวม 10 ปีที่ผ่านมากับการลงทุนในไทย หากไม่นับปี 2009 ถือว่าเติบโตค่อนข้างมั่นคง รายได้ของบริษัทเฉลี่ยเพิ่มปีละ 20 - 25 % แต่บางปีก็กระโดดไปถึง 50 % เมื่อเทียบกับปีก่อน เช่นช่วงปี 2009 ถึง 2010


ขณะที่เดียวกัน“การลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างมีอนาคตเช่นเดียวกับประเทศอื่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเครื่องมืออัตโนมัติ ในอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และรถนต์ ตอนนี้บริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายของเราในไทยมี 2 แห่ง มียอดขายค่อนข้างมั่นคง


ยกเว้นเมื่อปี 2009 โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทมีลูกค้าเพิ่มขึ้นปีละ 200 ราย ส่วนในเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ทางบริษัทไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ละปีเราจะมีสินค้าใหม่ออกมา ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและได้รับความนิยมจากลูกค้าคือ Single Axis Robot” ในอนาคต


นอกจากตัวสินค้าและนวัตกรรมแล้ว HIWIN ยังต้องการนำองค์ความรู้มาช่วยสนับสนุนยกระดับอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายของบริษัทให้เป็นแบบครบวงจร มีการหนุนเสริมถ่ายโอนองค์ความรู้ของบริษัทที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จในประเทศอื่นเข้ามา ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มุ่งเน้นการจำหน่ายอย่างเดียว (One Way) มร. เท็ดดี้ เฉิน ผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท HIWIN อธิบาย


มร. ฮวาง ซัน เฉิน กรรมการผู้จัดการลี่เฉิน แมชชินเนอรี่ ได้นำเสนอภาพว่าบริษัทได้ลงทุนในประเทศจีน มาเลเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยลำดับของการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ลำดับแรกคือการขาย ลำดับที่สองคือการติดตั้งสินค้า ลำดับที่สามคือการตั้งโรงงาน ซึ่งในไทยและมาเลเซียยังไม่ถึงขั้นที่สาม แม้ในไทยจะเปิดตลาดมาถึง 20 ปีแล้วก็ตาม เพราะติดปัญหาด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด


“แต่ภาพรวมแล้วพื้นฐานอุตสาหกรรมของไทยดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่ง 20 ปีที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงในไทยค่อนข้างมากด้านอุตสาหกรรม เพราะไทยมีศักยภาพ มีวัฒนธรรมที่เอื้ออารี เปิดพื้นที่แก่บริษัทต่างๆเข้ามาลงทุน แต่น่าเสียดายที่ยังมีอุปสรรคทางภาษา


การสื่อสารที่ต้องใช้ศัพท์เฉพาะทาง ทำให้บริษัทเรายังถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับสูงขึ้นไม่ได้” “แต่ยังคงมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอินเดีย กราฟยอดขายในไทยที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นปีละถึง 50 % แต่ 4 ปีที่ผ่านมาลดลง ซึ่งก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้” มร.เฉินอธิบายเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตามบริษัทมีแผนจะเปิดโรงงานในประเทศไทยภายในปีหน้า หากไม่มีอะไรน่ากังวล ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาบุคลากรคนไทยโดยช่างเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่ที่ไต้หวัน


มร.จัสติน ไท กล่าวว่าสรุป บริษัทไต้หวันค่อนข้างครอบคลุมอุตสาหกรรมหลายแขนง และผู้บริหารไต้หวันมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยว่าเป็นแหล่งศูนย์กลางกระจายสินค้าไปประเทศต่างๆได้ง่าย มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับไต้หวัน เอื้ออารี เปิดรับการลงทุน เพราะ ในประเทศไทยมีทิศทางที่ดี มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 10 – 15 % ต่อปี นับว่าค่อยๆฟื้นตัว


ดังนั้นมองว่านักธุรกิจไต้หวันมีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อประเทศไทยว่ามีศักยภาพหลายๆด้านที่จะรองรับธุรกิจของบริษัทชาวไต้หวัน ทั้งภูมิประเทศ เศรษฐกิจ ถึงแม้ในเรื่องการเมืองก็ยังค่อนข้างมั่นคงกว่าประเทศอื่นๆอย่างจีน ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่า ขณะที่ประเทศจีนจะเน้นราคาถูกเป็นหลัก”