เนื้อหาวันที่ : 2010-11-24 09:05:23 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 660 views

ปรับปรุงประสิทธิภาพ ฝ่าวิกฤติพลังงาน

SCB EIC แนะปรับปรุงประสิทธิภาพ เป็นทางออกฝ่าวิกฤติพลังงานที่ดีที่สุด ชี้ตัวอย่างแค่เพียงทุกคนเปลี่ยนจากใช้แอร์เบอร์ 3 มาเป็นเบอร์ 5 จะช่วยลดการใช้พลังงานเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้า 800 MW 1 โรง


SCB EIC แนะปรับปรุงประสิทธิภาพ เป็นทางออกฝ่าวิกฤติพลังงานที่ดีที่สุด ชี้ตัวอย่างแค่เพียงทุกคนเปลี่ยนจากใช้แอร์เบอร์ 3 มาเป็นเบอร์ 5 จะช่วยลดการใช้พลังงานเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้า 800 MW 1 โรง
 
นางเมธินี จงสฤษดิ์หวัง ผู้อำนวยการ (Head of Research) เปิดเผยว่า SCB EIC (Economic Intelligence Center) ได้วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้พลังงานในภาคการบริโภคซึ่งประกอบด้วย ภาคที่อยู่อาศัย การค้า และการขนส่ง ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่พบผลการศึกษาที่เผยแพร่เป็นการทั่วไปในไทย


โดยการศึกษามุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานในภาคการบริโภคเนื่องจากมีสัดส่วนถึงกว่าครึ่งของความต้องการพลังงานทั้งหมดและมีแนวโน้มเติบโตสูง อีกทั้งยังมีปัจจัยขับเคลื่อนในหลายมิติที่น่าสนใจ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสและความท้าทายสำหรับทุกภาคส่วนในการจัดการด้านพลังงานในอนาคต


จากการศึกษาพบว่า ความต้องการพลังงานในภาคบริโภคจะเติบโต 4% ต่อปีในช่วงปี 2009-2020 เร่งตัวจากอดีตในช่วง 10 ปีก่อนที่ระดับ 3.5% หรือเติบโตราว 1.5 เท่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของการผลิตพลังงานในอนาคตที่เดิมเติบโตราว 1.5 เท่าใน 10 ปีที่แล้ว หรือ เพียง 1.2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พูดง่ายๆ คือ อุปทานโตเร็วไม่ทันกับอุปสงค์ ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


การประหยัดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่งในการเพิ่มแหล่งพลังงาน ตัวอย่างเช่นแค่เพียงทุกคนเปลี่ยนจากใช้เครื่องปรับอากาศเบอร์ 3 มาเป็นเบอร์ 5 จะช่วยลดการใช้พลังงานเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 800 MW ได้ 1 โรง


นางเมธินี กล่าวว่า “โดยทั่วไปการขยายตัวทางเศรษฐกิจมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องชี้ในการประมาณการแนวโน้มการใช้พลังงาน แต่ถ้าจะดูแนวโน้มในระยะยาว พบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในการประมาณการ


เห็นได้จากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การใช้พลังงานไม่ได้ผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้พลังงานในภาคที่อยู่อาศัยและภาคการค้าที่ไม่ได้ปรับตัวลดลงตาม GDP ที่ปรับลดลง คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการพลังงานในภาคการบริโภคในอนาคต”


“ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พลังงานในภาคการบริโภคค่อนข้างมากคือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับรายได้ โครงสร้างอายุของประชากร ตลอดจนการย้ายถิ่นไปสู่สังคมเมือง ตัวอย่างเช่น หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของบุคคล 2 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง


โดยหากเทียบคนแรกซึ่งมีอายุ 30 ปี อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มีรายได้เดือนละ 10,000 บาท กับอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน แต่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และมีรายได้สูงกว่าคือเดือนละ 40,000 บาท พบว่ามีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมากกว่าคนแรกถึงเกือบ 7 เท่า สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีผลต่อการใช้พลังงานในภาคการบริโภคในอนาคตมากยิ่งขึ้น” นางเมธินีกล่าว


นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ นักวิเคราะห์อาวุโสของ SCB EIC กล่าวว่า “SCB EIC ได้พัฒนาแบบจำลองการใช้พลังงานที่เจาะลึกในแต่ละภาคและตามชนิดของพลังงาน เพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยพบว่า ความต้องการพลังงานในภาคบริโภคจะเติบโต 4% ต่อปีในช่วงปี 2009-2020 โดยภาคการค้าจะเติบโตสูงที่สุดถึงเกือบ 2 เท่า ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


โดยความต้องการไฟฟ้าของทั้งภาคการค้าและภาคที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นราว 5% ต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่การใช้พลังงานในภาคขนส่งจะเติบ 1.5 เท่า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนการใช้พลังงานนอกจากจะมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคแล้ว การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลก ราคาพลังงาน


ตลอดจนปัจจัยเฉพาะอื่นๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของพื้นที่อาคารสำนักงาน การขยายตัวของการท่องเที่ยว รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ล้วนแล้วแต่มีผลต่อแนวโน้มการใช้พลังงานในระยะยาวและทำให้การประมาณการมีความแม่นยำและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น”


นางเมธินี กล่าวเสริมว่า “การใช้พลังงานในภาคการบริโภคที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดของแหล่งพลังงานที่มีอย่างจำกัดทำให้ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดหาแหล่งพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต


ธุรกิจโรงไฟฟ้าจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เติบโตสูง ภายใต้การต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะแก้ไขได้ในเวลาอันสั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่งก็ยังมีปัญหาอีกมาก


ขณะที่ธุรกิจปิโตรเลียมเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านแหล่งพลังงาน และความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนก็ยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่มีความไม่แน่นอนและมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงการเพิ่มแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดคือการประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ


เนื่องจากการผลิตและพัฒนาแหล่งพลังงานต้องอาศัยเวลาและเงินลงทุนสูง สิ่งที่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น เห็นผลเร็ว และมีความยั่งยืนกว่า คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือแค่เพียงทุกคนในไทยเปลี่ยนจากใช้เครื่องปรับอากาศเบอร์ 3 มาเป็นเบอร์ 5 จะช่วยลดการใช้พลังงานเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 800 MW มูลค่าการลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ได้ 1 โรง”


นางเมธินี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่มีอยู่จำกัดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังมีพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างเดิมๆ หรือขาดความร่วมมือในการสร้างแหล่งพลังงานจนลืมคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศเป็นที่ตั้งแล้ว ในวันหนึ่งข้างหน้าที่ไม่นานจากนี้ คนไทยอาจได้รู้จักและคุ้นเคยกับประสบการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง หรือที่เรียกว่า brownout และ blackout เป็นแน่”