เนื้อหาวันที่ : 2010-11-16 17:35:17 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1238 views

บลจ.บัวหลวงเชื่อปัจจัยเศรษฐกิจเอื้อการลงทุน

บลจ.บัวหลวงลุยส่ง TRIGGER3 สร้างโอกาสผลตอบแทน 9% แก่นักลงทุน เชื่อเศรษฐกิจไทยยังเอื้อต่อการลงทุน คาดนักลงทุนเชื่อมั่นลงทุนต่อเนื่อง หลังกองทุน TRIGGER1และ 2 ประสบความสำเร็จ

นายวศิน วัฒนวรกิจกุล
กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด

.

บลจ.บัวหลวงลุยส่ง TRIGGER3 สร้างโอกาสผลตอบแทน 9% แก่นักลงทุน เชื่อเศรษฐกิจไทยยังเอื้อต่อการลงทุน คาดนักลงทุนเชื่อมั่นลงทุนต่อเนื่อง หลังกองทุน TRIGGER1และ 2 ประสบความสำเร็จ

.

บลจ.บัวหลวง เสนอขายกองทุนเปิดบัวหลวงทริกเกอร์ 3 (9%) ระหว่าง 18-24 พฤศจิกายนนี้ เชื่อเศรษฐกิจไทยยังเอื้อต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคาดนักลงทุนเชื่อมั่นลงทุนต่อเนื่อง ภายหลังกองทุน TRIGGER1 และกองทุน TRIGGER2 ประสบความสำเร็จสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายและคืนเงินแก่นักลงทุนได้ก่อนกำหนด 

.

นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า กองทุนเปิดบัวหลวงทริกเกอร์ 3 (9%) (TRIGGER3) เป็นกองทุนผสมที่ไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น มีจุดเด่นที่กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนชัดเจน          

.

โดยจะพยายามสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ถึงเป้าหมาย 9% ภายใน 12 เดือน ทั้งนี้ สามารถเลิกกองทุนได้ก่อน 12 เดือน หากสร้างผลตอบแทนได้ไม่น้อยกว่า 9% กองทุน TRIGGER3 นี้จะเสนอขายครั้งเดียว ระหว่างวันที่ 18-24 พฤศจิกายนนี้ โดยมีมูลค่าจองซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท

.

อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต้องเข้าใจว่า การกำหนดอัตราผลตอบแทนเป้าหมายในเงื่อนไขของการเลิกกองทุนก่อนกำหนด มิได้เป็นการรับประกันผลตอบแทนว่าผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนตามนั้น ในกรณีที่กองทุนอายุครบ 12 เดือนแล้ว แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่ได้ตามเป้าหมาย กองทุนก็จะทำการขายคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนตามมูลค่าหน่วยลงทุนในขณะนั้น โดยเงินที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับคืนจะมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนได้

.

นายวศิน กล่าวเสริมว่า บลจ.บัวหลวงเชื่อว่าภาวการณ์ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจจากทั้งนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยเองที่คาดว่าในปีหน้าจะมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง โดยพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจะมาจากภาคการลงทุนเพิ่มขึ้น

.

ขณะที่ภาคการส่งออกจะลดบทบาทลงอันเนื่องจากผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐเองคงต้องเร่งใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น อันเนื่องจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา

.

สำหรับปัจจัยหนุนจากต่างประเทศจะมาจากการที่ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรป จำเป็นต้องคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดปัญหาการว่างงาน ทำให้เกิดการไหลของเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

.

ซึ่งประเทศเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมามีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ และการที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่สอง ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาที่มีพื้นฐานการเติบโตเศรษฐกิจที่ดีเพิ่มขึ้น