เนื้อหาวันที่ : 2010-07-09 14:27:43 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1380 views

IHL ผุดโรงงานใหม่รับอุตฯรถยนต์ฟื้นตัว

อินเตอร์ไฮด์ เตรียมทุ่มงบกว่า 100 ลบ. ขยายโรงงานแห่งใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตอีก 50% รับโอกาสทางธุรกิจ หลังอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว-รถยนต์อีโคคาร์มาแรง

“อินเตอร์ไฮด์” เตรียมทุ่มงบกว่า 100 ลบ. ขยายโรงงานแห่งใหม่ เพิ่มกำลังการผลิตอีก 50% รับโอกาสทางธุรกิจ หลังอุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว-รถยนต์อีโคคาร์มาแรง “องอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ” เผยยังทำให้แผนขยายฐานเจาะลูกค้าต่างประเทศทำได้คล่องตัวขึ้น คาดหนุนสัดส่วนส่งออกเป็น 30-40% จาก 2.5 ล้านตารางฟุต/เดือนเพิ่มเป็น 3-4 ล้านตารางฟุต/เดือน พร้อมย้ำความมั่นใจนักลงทุนปีนี้รายได้โต 30% ทะลุ 1.8-1.9 พันลบ.ได้แน่ หลังออเดอร์ไหลเข้าต่อเนื่อง 

.

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์
ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน)

.

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) หรือ IHL ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเบาะหนังสำหรับรถยนต์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่อุตสาหกรรมยานยนต์ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน  

.

บริษัทฯ จึงได้เตรียมแผนธุรกิจ รองรับโอกาสการเติบโตดังกล่าว ด้วยการเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมของบริษัทฯขึ้นอีก 50% จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2.5 ล้านตารางฟุต/เดือน เป็น 3-4 ล้านตารางฟุต/เดือน เพื่อรองรับคำสั่งซื้อ (Order) ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ ทั้งในและต่างประเทศ 

.

“ปัจจุบันเรามีคำสั่งซื้อรอการส่งมอบยาวถึงสิ้นปี ด้วยกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ใช้เกือบเต็ม 100% ในขณะที่ในปีหน้าพบว่าโมเมนตั้มการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากรถยนต์รุ่นปัจจุบันที่กำลังขายดี และรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่กำลังจะออกสู่ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์อีโคคาร์ ที่คาดว่าจะมีค่ายรถยนต์ส่งวางตลาดอย่างคึกคักในปี 2554 ดังนั้นเราในฐานะผู้นำในตลาดเบาะหนังรถยนต์เมืองไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับคำสั่งซื้อที่จะเข้ามาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่มาของแผนการเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าว”

.

นายองอาจ กล่าวอีกว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติให้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในนิคมอุตสาหกรรมบางปู บนพื้นที่ 12 ไร่ 34 ตารางวา มูลค่า 92 ล้านบาท เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นโรงงานการผลิตแห่งที่ 7 ซึ่งคาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 100ล้านบาท สำหรับซื้อเครื่องจักรและปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างโดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2553 เป็นต้นไป          

.

ซึ่งในช่วงแรกนี้ บริษัทฯ ได้ย้ายเครื่องจักรบางส่วนจากโรงงานแห่งที่ 6 ไปติดตั้งในโรงงานแห่งที่ 7 ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตในงานบางส่วนได้ทันที โดยจะทดลองเดินสายการผลิตได้ช่วงเดือนสิงหาคมนี้ และเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน ส่วนการรับรู้รายได้คาดว่าจะรับรู้บางส่วนในปีนี้ และจะรับรู้ทั้งหมดตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปี 2554 หลังจากติดตั้งเครื่องจักรใหม่เรียบร้อยแล้ว 

.

สำหรับการขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อรองรับออเดอร์ใหม่ที่มีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงการผลิตรองรับรถยนต์อีโคคาร์แล้ว ยังถือเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในรับงานที่มีขนาดใหญ่จากต่างประเทศด้วย ซึ่งถือเป็นการตอบสนองต่อนโยบายของบริษัทที่จะหันมารุกงานต่างประเทศมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ระดับ 20%          

.

ซึ่งคาดว่าในปี 2554 เมื่อโรงงานใหม่เริ่มผลิตได้สัดส่วนการส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 30-40% เนื่องจากบริษัทเตรียมขยายฐานการส่งออกไปยังตลาดทั้งแถบยุโรป และเอเชีย เนื่องจากประเมินว่ายังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย โตโยต้า นิสสัน มิตซูบิชิ ฮอนด้า ฟอร์ด มาสด้า และเชฟโลเรต เป็นต้น 

.

เขากล่าวต่อถึงแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ว่า คาดว่าจะผลักดันรายได้ให้เติบโตในอัตรา 30% จากปีก่อน ที่ทำได้ 1,300 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,800-1,900 ล้านบาทได้ เนื่องจากทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในครึ่งปีหลังน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ประกอบกับปัจจุบันบริษัทฯ มีออเดอร์ที่รอส่งมอบถึงสิ้นปีนี้ และยังมีออร์เดอร์ใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง