เนื้อหาวันที่ : 2007-01-25 15:21:16 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 3626 views

กฎหมายสภาพแวดล้อมในการทำงาน

กฎหมายสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของ คนงาน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในการทำงาน

เป็นเรื่องธรรมดา ที่ภาคอุตสาหกรรมไทยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดทุกปี ซึ่งก็มาจากปัจจัยที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเกิดการพัฒนา และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ เงินทุน การตลาด การบริหารงาน และสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด นั่นก็คือ คนงานและนี่ก็คือที่มาของเรื่องที่จะขอนำเสนอในฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านผู้ประกอบการไทย ควรรับทราบไว้เกี่ยวกับ กฎหมายสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของ คนงาน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในการทำงาน จะเป็นอย่างไรนั้น เราควรมาติดตามอ่านกันต่อไป

.

ที่มาของกฎหมายสภาพแวดล้อมในการทำงาน

เรื่องก็เริ่มต้นมาจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เริ่มตระหนักถึงภาวการณ์ และสภาพการณ์ในการทำงานของคนงาน ตามโรงงานอุตสาหกรรมทุก ๆ ประเภทของประเทศไทย อย่างเช่น

-  สภาพความร้อน

-  สภาพแสงสว่าง

-  ภาวะเสียงดังต่าง ๆ

.

ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานและไม่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายของมนุษย์ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในขณะที่ต้องปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันก็ตาม ที่หนักที่สุดนั้น หากเกิดการสะสมอยู่ในร่างกายของมนุษย์ด้วยแล้ว ก็สามารถเกิดอันตรายที่ใหญ่หลวงในระยะยาวสำหรับคนงาน ซึ่งก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเรา ๆ ท่าน ๆ นั่นเอง

.

และเพื่อเป็นการตระหนัก รวมถึง ควบคุมไม่ให้เกิดโรคภัยจากการทำงานขึ้น สำหรับคนงานที่อยู่ในความดูแลของเราในอนาคตนั้น ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2546 ขึ้น โดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับดังกล่าวนี้ แบ่งออกเป็น 5 หมวด 16 ข้อที่ใช้ในการปฏิบัติแล้ว นั่นก็คือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง มาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2546

.

ข้อที่ 1

เป็นคำจำกัดความของคำต่าง ๆ ที่ใช้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับนี้ คือ

.

หมวดที่ 1 เรื่องความร้อน

ข้อ 2-4

กล่าวว่า การปฏิบัติงานในบริเวณที่มีระดับความร้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนได้กำหนดมาตรฐานของระดับความร้อน โดยสามารถแบ่งเป็นระดับ ๆ ของงานดังนี้

-  ระดับงานเบา

-  ระดับงานปานกลาง

-  ระดับงานหนัก

.

การตรวจวัดนั้น จะวัดเป็นอุณหภูมิ "เวทบัลบ์โกลบ" ซึ่งสามารถวัดอุณหภูมิเป็น "องศาเซลเซียล" สามารถคำนวณค่าได้จาก อุณหภูมิของเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก (NWB) โกลบเทอร์โมมิเตอร์ (GT) และเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง (DB) โดยใช้สูตรดังนี้

WBGT = 0.7 NWB + 0.3 GT (ในกรณีที่อยู่ในตัวอาคาร หรือ นอกอาคารที่ไม่มีแสงแดด)

WBGT = 0.7 NWB + 0.2 GT + 0.1 DB (ในกรณีที่อยู่นอกอาคารที่มีแสงแดด)

ค่าที่สามารถคำนวณได้โดยวิธีนี้นั้น จะมีความแตกต่างจากค่าของอุณหภูมิที่วัดได้จากเทอร์โมมิเตอร์ที่ติดผนังห้องโดยทั่วไป เนื่องมาจากการคำนึงถึง การนำ การพา และการแผ่รังสีความร้อน รวมถึง ความชื้น และความเร็วลมอีกด้วย

.

เหล่านี้ จะเป็นอุณหภูมิความร้อนที่แท้จริง ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกของร่างกาย และมีผลต่อการทำงานในแต่ละวัน ซึ่งองค์กรแรงงานระหว่างประเทศก็ให้การยอมรับ ด้วยวิธีการคำนวณดังกล่าว จึงถือได้ว่า เป็นวิธีการคำนวณระดับมาตรฐานสากลอีกด้วย

.

หมวดที่ 2 เรื่องแสงสว่าง

ข้อ 5-7

.

กล่าวว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทนั้น ต้องจัดให้มีความเข้มของการส่องสว่างของแสงตามมาตรฐานที่กระทรวง ฯ กำหนด โดยกำหนดให้มีแสงสว่างเพียงพอแก่การทำงานอย่างทั่วถึง และสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายจากการเคลื่อนไหวของเครื่องจักรกล หรืออันตรายจากระบบไฟฟ้า ตลอดจนบันไดที่ใช้ขึ้น-ลง รวมถึงทางออก เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างชัดเจน โดยมีการจัดแบ่ง ดังนี้

.

- ประเภทงาน ที่ไม่ต้องการความละเอียด

- ประเภทงาน ที่มีความละเอียดน้อย

- ประเภทงาน ที่มีความละเอียดปานกลาง

- ประเภทงาน ที่มีความละเอียดสูง

- ประเภทงาน ที่มีความละเอียดสูงมาก

- ประเภทงาน ที่มีความละเอียดสูงมาก เป็นพิเศษ

.
ซึ่งโดยมาตรฐานแล้ว จะอยู่ในช่วง 20-2,400 ลักซ์ จะมาก หรือน้อยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของงานเป็นหลัก
.

หมวดที่ 3 เรื่องเสียง

ข้อ 8-10

กล่าวว่า การปฏิบัติงานในบริเวณที่มีระดับเสียงเกินกว่ามาตรฐาน โดยพร้อมกำหนดมาตรฐานของระดับเสียงกับเวลาการทำงานใน 1 วัน โดยจัดแบ่งเป็น

-  จำนวนชั่วโมงของการทำงาน เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ให้บุคคลเข้าไปในบริเวณที่มีระดับเสียงดัง เกินกว่า 140 เดซิเบลเอ

..

หมวดที่ 4 เรื่องการตรวจวัด และ วิเคราะห์สภาวะแวดล้อมในการทำงาน

ข้อ 11-15

กล่าวว่า เป็นแนวทางเพื่อการนำไปปฏิบัติ โดยจะกล่าวถึง ดังนี้ คือ

- ความถี่

- วิธีการ

- คุณสมบัติของผู้รับรองรายงานการตรวจวัด

.

และ ตลอดจน ประเภทโรงงานที่ต้องทำการตรวจวัด ส่วนทางด้านเสียงและความร้อนนั้น ก็ได้กำหนดจำพวกโรงงานที่ต้องทำการตรวจวัดไว้ท้าย ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับดังกล่าวไว้ด้วย

.
หมวดที่ 5 เรื่องเบ็ดเตล็ด
ข้อ 16

กล่าวว่า เป็นการกำหนดให้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน โดยนับจากวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลในการบังคับใช้อย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา 

.

นี่แหละ ที่ท่านผู้ประกอบการควรต้องรับทราบอย่างจริงจัง ด้วยสาเหตุของ กรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้น มีผลบังคับใช้ไปแล้ว จวบจนถึงวันนี้ ที่ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญต่อคนงานทุก ๆ ชีวิต โดยถือคติของการกันไว้ดีกว่าแก้ทีหลัง ใครจะไปทราบได้ว่า อุบัติเหตุและอุบัติภัย หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยทางด้านต่าง ๆ ของคนงาน นั้น ซึ่งนั่นก็หมายถึง ชีวิตทุกชีวิตย่อมมีค่า และมีสิทธิในการรักษาร่างกายของเขาเท่า ๆ กับเราทุก ๆ คน สิ่งเหล่านี้ ถือได้ว่า ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีความห่วงใยถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติ ของกลุ่มคนงาน ของประเทศไทยอย่างจริงจัง ถ้ามีข้อสงสัยอันใดสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้จาก www.diw.go.th  

.

ขอขอบพระคุณ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้ากับเรื่องดี ๆ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งถ้ามีข่าวคราวดี ๆ หรือ ประกาศ ฯ ต่าง ๆ จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้เขียนจะรีบเขียนมานำเสนอให้กับท่านผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมไทยได้รับทราบกันอย่างถ้วนหน้าต่อไป