เนื้อหาวันที่ : 2010-03-25 13:38:53 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 915 views

นักวิเคราะห์เชื่อ ศก. ฟื้นแล้ว แต่ห่วงหุ้นผันผวน แนะจับตาการเมือง

นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ชี้ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นเป็นแรงหนุน แนะรัฐจับตาการเมือง มาบตาพุด และเงินเฟ้อ พร้อมเร่งสางปัญหาสำคัญ

นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ชี้ปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นเป็นแรงหนุน แนะรัฐจับตาการเมือง มาบตาพุด และเงินเฟ้อ พร้อมเร่งสางปัญหาสำคัญ

.

.

ปัจจัยบวกหนุนนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ โดย นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุดว่า   นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีหุ้นปลายปี 53 เป็นเฉลี่ย 827 จุด  จากคาดการณ์เดือนธันวาคม 812 จุด  และคาดดัชนีหุ้นปลายปี 54 อยู่ที่ 946 จุด โดยประเมินดัชนีสูงสุดในปี 53 ไว้ที่ 861 จุด และต่ำสุดที่ 643 จุด  

.

ซึ่งปัจจัยบวกมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย และเศรษฐกิจไทย ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ    ทำให้นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 53 เป็น 4.0% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 3.5%  และตัวเลขปี 54 จะเติบโต 4.5%

.

นอกจากนี้ แนะภาครัฐจับตาปัญหาสำคัญสามเรื่อง ได้แก่ ปัญหาทางการเมือง ปัญหามาบตาพุด และปัญหาเงินเฟ้อ  พร้อมเร่งดำเนินการสามด้าน คือ  เร่งรัดการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง สร้างความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงแก้ปัญหามาบตาพุด

.
มีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นโดยรวม 22 แห่ง 
สถานการณ์ทางการเมือง  (มีผู้ตอบ 21 แห่ง)

โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงทางการเมืองในช่วง 3 เดือนนี้
          -  มีโอกาส 20% ที่จะเกิดความรุนแรง                            67%          ของผู้ตอบ
          -  มีโอกาส 50% ที่จะเกิดความรุนแรง                            19%          ของผู้ตอบ
          -  มีโอกาส 10-15%, 30-40%, และ 40% ที่จะเกิดความรุนแรง    อย่างละ    5%              ของผู้ตอบ

.

ความหมายของ “ความรุนแรงทางการเมือง” ในความเห็นของนักวิเคราะห์ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
          -  เกิดจลาจลนองเลือด     86%     ของผู้ตอบ
          -  เกิดการชุมนุมนับแสนคนยาวนานกว่า 1 สัปดาห์ และมีการยึดสถานที่ราชการ   71%   ของผู้ตอบ 

.
ถนนสำคัญหลายสาย หรือสาธารณูปโภคของชาติ หรือสนามบิน ท่าเรือขนส่งสินค้า หรือสถานที่สำคัญอื่น ๆ

-  เกิดรัฐประหารขึ้น    67%   ของผู้ตอบ
-  วางระเบิดสถานที่สำคัญต่อเนื่อง    62%   ของผู้ตอบ
-  อื่น ๆ เช่น ยุบสภาแล้วมีเหตุการณ์รุนแรงจากการเลือกตั้ง,  19%  ของผู้ตอบ 
การกระทำที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น        

.

ผลกระทบของความรุนแรงทางการเมืองที่มีต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้น
          -  GDP Growth  คาดว่าจะปรับตัวลดลงไปอยู่ที่เฉลี่ย 3.7%
          -  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์  คาดว่าจะลดลงไปอยู่ที่เฉลี่ย 688 จุด หากเกิดเหตุรุนแรง

.
สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้ประกอบการทำบทวิเคราะห์ในขณะนี้จนถึงสิ้นปี 2553

-  ปัจจัยบวก
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าของไทย                 68%           ของผู้ตอบ
2) แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลรวมถึงแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง     50%       ของผู้ตอบ
3) แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้น               45%           ของผู้ตอบ
4) อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และ กระแสเงินไหลเข้าไทย    อย่างละ  27%       ของผู้ตอบ

.
-  ปัจจัยลบ  (มีผู้ตอบ 21 แห่ง)

1) ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศรวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลและปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ     73%           ของผู้ตอบ
2) สถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ รวมถึงปัญหาหนี้ในยุโรป     43%           ของผู้ตอบ           
3) ค่าเงินบาทแข็ง ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก      33%    ของผู้ตอบ
4)  ความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในต่างประเทศ และ ความล่าช้า ในการแก้ไขปัญหามาบตาพุด                         อย่างละ  27%  ของผู้ตอบ 

.

ปัญหาใดในปี 2553 ที่ภาครัฐต้องจับตาและเตรียมการรองรับมากที่สุด  (มีผู้ตอบ 20 แห่ง)
          1. ปัญหาทางการเมือง   ซึ่งรวมถึงความแตกแยกของคนในประเทศ เสถียรภาพของรัฐบาล และ  60%           ของผู้ตอบ
          ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ
          2. ปัญหามาบตาพุด   โดยเห็นว่าปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน            30%          ของผู้ตอบ
          3. ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น, การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ,
          สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ, การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ      อย่างละ    10%          ของผู้ตอบ

.

ข้อแนะนำมาตรการใหม่ในปี 2553 ให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาวะเศรษฐกิจ สังคม และตลาดทุนไทย (มีผู้ตอบ 16 แห่ง)

- เร่งโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายและการ     63%     ของผู้ตอบ
ดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งให้รวดเร็วขึ้น และอย่างโปร่งใส                                                             
- แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ สร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ       56%     ของผู้ตอบ
 - เร่งแก้ปัญหามาบตาพุดให้เร็วขึ้นและมีความชัดเจน  โดยวางนโยบายและแนวปฏิบัติที่     44%     ของผู้ตอบ เหมาะสมและเป็นธรรม      

.

ตัวเลขคาดการณ์ที่สำคัญ สำหรับปี 2553 และ ปี 2554
          - ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index 
          -  ปี 2553
          + ณ สิ้นปี 2553  ปรับเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยตัวเลข สิ้นปี 2553 คาดการณ์ล่าสุดอยู่ที่เฉลี่ย 827 จุด จากเดิมคาดไว้ 812 จุด  

.
+ จุดสูงสุด ของ SET Index ในปี 2553 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 861 จุด เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 845 จุด
+ จุดต่ำสุด ของ SET Index ในปี 2553 นักวิเคราะห์ประเมินไว้ที่เฉลี่ย 643 จุด เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 625 จุด
           -  ปี 2554
          + ณ สิ้นปี 2554 นักวิเคราะห์ประเมิน SET Index ณ สิ้นปี 2554 ไว้ที่เฉลี่ย 946 จุด 
.
-  อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth 
          - ของปี 2553  นักวิเคราะห์คาดการณ์อัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ 4% ดีขึ้นจากประเมินครั้งที่แล้วที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3.5% 
          - ของปี 2554  นักวิเคราะห์ประเมินว่าในปี 2553 เศรษฐกิจจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่ 4.5%  
.
- ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth  ทั้งปี 2553    คาดการณ์มีการเติบโต เฉลี่ยที่ 13.9%  
- อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ. 
          -  ณ สิ้นปี 2553  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 32.2 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
          -  ณ สิ้นปี 2554  ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 31.4 บาทต่อดอลลาร์สรอ.
.
- อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน ณ สิ้นปี 2553
- อัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน  นักวิเคราะห์ประเมินอัตราดอกเบี้ย RP 1 วันสิ้นปี 53 เฉลี่ยที่ 1.8%
.
- ช่วงเวลาที่คาดว่าจะเริ่มสูงขึ้น  
          + ครึ่งแรกของปี 2553                     56 %
          + ครึ่งหลังของปี 2553                     44 %
.
ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index  (CPI) เฉลี่ยทั้งปี 2553  คาดว่าจะอยู่ที่ 3.3%
.
อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2553
- ปี 2553   กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นสูงที่สุดสามอันดับแรก คือ
.

1. กลุ่มเดินเรือ  คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่  63.40 %
2. กลุ่มโรงแรมเติบโตเป็นอันดับสองที่เฉลี่ย  57.86 %
3. กลุ่มปิโตรเคมีคาดเติบโตเฉลี่ย  35.65 %  

.
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ ในปี 2553

- ปี 2553   นักวิเคราะห์ประเมินอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ โดยกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่สุดสามอันดับแรก คือ  

.
1. กลุ่มสื่อสาร  ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 6.59 %
2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  คาดไว้ที่ 6.30 %
3. กลุ่มอาหาร  คาดว่าอยู่ที่ 5.02 %
.
คำแนะนำแก่นักลงทุน 

- สำหรับการลงทุนระยะกลาง-ยาว  แนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีเงินปันผลสูง ฐานะการเงินดี ผู้บริหารมีความสามารถและโปร่งใส  โดยพิจารณาข้อมูลพื้นฐานทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ซึ่งรวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ  การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย 

.

นอกจากนี้ พิจารณาเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  

.

- สำหรับการลงทุนระยะสั้น  ควรลงทุนอย่างมีสติและระมัดระวัง  ไม่เก็งกำไรโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่เชื่อข่าวลือ ไม่ตื่นตระหนก  ควรซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้นพื้นฐานดี และขายในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อทำกำไร หรือตัดขาดทุน