เนื้อหาวันที่ : 2010-03-25 08:38:49 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1008 views

เอสซีจี จับมือก.ศึกษาฯ เปิดหลักสูตร "ระบบบ้านครบวงจร" ผลิตบุคลากรป้อนธุรกิจ

เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จับมือกระทรวงศึกษาฯเปิดหลักสูตร "ระบบบ้านครบวงจร" ผลิตบุคลากรป้อนธุรกิจ เน้นรู้จริง เชี่ยวชาญ บริการเยี่ยม เชื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ถูกจุด

เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จับมือกระทรวงศึกษาฯเปิดหลักสูตร "ระบบบ้านครบวงจร" ผลิตบุคลากรป้อนธุรกิจ เน้นรู้จริง เชี่ยวชาญ บริการเยี่ยม เชื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ถูกจุด

.

.

เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เดินหน้ารุกธุรกิจให้บริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร หลังประกาศรวมแบรนด์ ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ภายใต้แบรนด์ “ตราช้าง” และเปิดศูนย์บริการระบบบ้านครบวงจรโฮมโซลูชั่น แห่งแรกเตรียมผลิตบุคลากรป้อนธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการซื้อสินค้าที่บริการครบทุกความต้องการ และเพื่อส่งมอบความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้าและบริการด้วยมาตรฐานเดียวกันและดีอย่างต่อเนื่อง

.

ล่าสุด ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการเปิดหลักสูตร “ระบบบ้านครบวงจร” เพื่อผลิตบุคลากรที่มีความชำนาญทั้งในด้านการบริการ และความรู้เกี่ยวกับระบบบ้านอย่างมืออาชีพ ตั้งเป้าภายในระยะเวลา 3 ปี ต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญงานด้านบริการเรื่องบ้านรองรับรับการขยายธุรกิจได้ถึง 400 คน 

.

นายพิชิต ไม้พุ่ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด เปิดเผยว่า “จากการที่เราได้เริ่มให้บริการผ่าน ศูนย์บริการระบบบ้านครบวงจร พบว่า พฤติกรรมของผู้ซื้อซึ่งเป็นกลุ่มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของบ้านสร้างเองที่ว่าจ้างผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้าน ผู้ที่ซื้อบ้านจากงานโครงการบ้านจัดสรร   

.

ตลอดจนกลุ่มสถาปนิก ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และช่างฝีมือ ต่างก็ต้องการผู้ให้บริการเรื่องบ้านที่รู้จริงและมีความเป็นมืออาชีพ ที่สามารถให้คำปรึกษา ออกแบบ รวมทั้งรับประกัน และมีบริการหลังการขายที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องบ้านให้ได้อย่างเป็นระบบครบวงจร ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการแบบนี้น้อยราย

.

โดยทั่วไปยังเน้นการขายที่ตัวสินค้ามากกว่า จากช่องว่างตรงนี้ เราจึงได้กำหนดแนวทางในการสรรหาและพัฒนาบุคลากร โดยเน้นการปลูกฝังและให้ความรู้ รวมทั้งมีแนวทางในการพัฒนาให้บุคลากรของเราสามารถส่งมอบสินค้าและบริการได้อย่างมืออาชีพ เพราะเรามองว่าพนักงานทุกคนเป็นตัวแทนของแบรนด์ เป็นผู้ให้บริการและมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกของลูกค้า” 

.

นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติม ว่า “สำหรับโครงการ โฮมโซลูชั่น แคเรีย ช้อยส์ ที่เราได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะนักศึกษาในระดับ ปวส.สายวิชาชีพช่างก่อสร้างเพื่อเข้ามาทำงานในส่วนที่เป็นงานด้านการบริการ ซึ่งมีลักษณะงานที่แตกต่างไปจากการทำงานในสายวิชาชีพนี้ ซึ่งที่ผ่านมาจำนวนนักศึกษาสายวิชาชีพช่างก่อสร้างที่มีคุณสมบัติและมีความต้องการทำงานในธุรกิจบริการมีน้อย ด้วยสาเหตุหลายประการ” 

.

“อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องมีการวัดทัศนคติการบริการด้วย Service Personality Inventory Test เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกนั้น เป็นผู้ที่มีใจรักการให้บริการ กระตือรือร้น มีความมุ่งมั่น และมนุษยสัมพันธ์ดี เพราะคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ต้องพบปะลูกค้าและให้บริการอย่างมืออาชีพ          

.

ซึ่งหากสามารถตอบโจทย์ความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าได้รอบด้านด้วยความรู้ในเชิงเทคนิคประกอบกับการให้บริการที่ดีด้วยแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้เกิด Word of Mouth ในกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการ ขยายต่อไปในกลุ่มเป้าหมาย และเกิดความมั่นใจ ไว้วางใจ ในสินค้าและบริการของเรา และเลือกใช้ในที่สุด” นายพิชิต กล่าวเสริม

.

นายพิชิต กล่าวว่า “ขณะนี้ เราได้ เปิดโครงการ โฮมโซลูชั่น แคเรีย ช้อยส์ เป็นปีแรก ซึ่งเป็นระบบการเรียนการสอนที่ควบคู่ไปกับการฝึกงานภาคปฏิบัติโดย ให้ทุนการศึกษา จำนวน 30 ทุน ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2 ปี สาขาวิชาการก่อสร้าง (บริการระบบบ้านครบวงจร) โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการเป็นวิทยาลัยนำร่อง

.

หลักสูตรนี้เราร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแรงงานฝีมือที่สอดคล้องกับความต้องการของ เอสซีจี มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นโครงการวิทยาลัยต้นแบบ (Model School) ที่ได้ทำร่วมกับ ธุรกิจซิเมนต์ ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจกระดาษ หรือ โครงการทวิภาคี ซึ่งร่วมกับธุรกิจจัดจำหน่ายของ เอสซีจี

.

ดังนั้นเราจึงเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือกับระหว่าง เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในครั้งนี้จะช่วยให้เราได้บุคลากรในสาขาวิชาการก่อสร้างที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการ และมีศักยภาพด้านวิชาชีพที่ได้มาตรฐาน เสริมความแข็งแกร่งและรองรับการขยายธุรกิจของเราได้

.

โดยจะใช้งบประมาณในขั้นต้นโครงการละ 3 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการศึกษา นอกจากนี้ โครงการ โฮมโซลูชั่น แคเรีย ช้อยส์ ยังมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่ธุรกิจของเราในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการทำงานในท้องถิ่นเดิม                    

.

ซึ่งเรามองว่าความกลมกลืนของภาษา วัฒนธรรมประเพณี จะช่วยให้พนักงานของเราสามารถเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยคาดว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี จะมีสาขากว่า 60 พื้นที่ทั่วประเทศ และสามารถกระจายเข้าสู่หัวเมืองใหญ่ ได้ครบทุกภาค ซึ่งต้องใช้บุคลากรกว่า 400 คน และเรามั่นใจว่า โครงการนี้ จะสามารถช่วยเสริมศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นได้” 

.

“นอกจากผลทางด้านธุรกิจแล้ว เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง มีรายได้ที่ไม่แน่นอน หรือขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเราได้ระบุชัดเจนไว้เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่จะนำมาพิจารณาเป็นพิเศษด้วย” นายพิชิต กล่าวทิ้งท้าย