เนื้อหาวันที่ : 2018-01-29 13:01:48 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 1432 views

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ทำนายอนาคต 2018 – การก้าวสู่ยุคถัดไป ของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และจักรกล

โดย อโณทัย เวทยากร
      รองประธานบริหาร
      เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน

เป็นเวลาผ่านมานานนับหลายศตวรรษแล้วที่คนเราใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันกับเครื่องจักร แต่ในปี 2018 รูปแบบของการทำงานร่วมกันนี้จะถูกถักทอให้เข้ามาสู่การดำเนินชีวิตในแต่ละวันที่มาพร้อมกับความเสมือนจริงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของทุกสิ่ง ตั้งแต่วิถีของการดำเนินธุรกิจ การจัดลำดับความสำคัญที่มีต่อการรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงรูปแบบของการให้บริการด้านความบันเทิง

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต่อยอดมาจาก รายงาน “ยุคหน้าของความร่วมมือระหว่างมนุษย์และจักรกล (Next Era of Human-Machine Partnership” ที่เดลล์ เทคโนโลยีส์ และสถาบันเพื่ออนาคต (Institute for the Future: IFTF) ได้มีการตีพิมพ์ไปเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บรรดาผู้นำของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ต่างร่วมกันแบ่งปันถึงผลกระทบของ AI, AR, IoT และ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ที่จะช่วยเปลี่ยนองค์กร รวมถึงการใช้ชีวิตของทุกคนไปสู่ดิจิทัลในปี 2018

พันธมิตรของเราที่สถาบันเพื่ออนาคต (IFTF - The Institute for the Future) ได้ทำนายไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคหน้าของความร่วมมือระหว่างมนุษย์และเครื่องกล ช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันและอนาคตในปี 2030 มนุษย์และเครื่องกลจะทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตของเรา เป็นเวลานานนับหลายศตวรรษที่เราทำงานกับเครื่องจักรกล แต่ ณ ปัจจุบันเรากำลังจะก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์ในรูปแบบที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นอย่างมหาศาล ให้ความเป็นหนึ่งเดียว สร้างความเป็นไปได้มากขึ้นจากที่ผ่านมา

เทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ต่าง ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เทคโนโลยีการผสานสภาพแวดล้อมจริงกับวัตถุเสมือน (Augmented Reality หรือ AR) เทคโนโลยีการจำลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR) ไปจนถึงความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และคลาวด์คอมพิวติ้ง สร้างความเป็นไปได้จากการพัฒนาก้าวไกลทั้งเรื่องซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ (Analytics) ไปจนถึงพลังที่ใช้ในการประมวลผล เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งไปสู่ทิศทางดังที่กล่าวมา หลักฐานยืนยันดูได้จากทั้งรถยนต์อัจฉริยะ (Connected cars) บ้าน ธุรกิจ การทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการที่เกษตรกรเปลี่ยนรูปแบบการจัดการพืชผลและการดูแลปศุสัตว์ เรามาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อในการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้ากันอย่างมึนงงนี้

คำทำนายที่ 1 : AI จะจัดการ “งานที่ใช้ความคิด” ได้อย่างรวดเร็ว
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะเปลี่ยนรูปแบบในการที่เราใช้เวลาไปกับข้อมูล ไม่ใช่แค่เพียงเก็บรักษาเท่านั้น ธุรกิจต่าง ๆ จะควบคุม AI ให้ “ทำงานที่ต้องใช้ความคิด” (Thinking tasks) วิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อลดเวลาที่ต้องใช้ในการกำหนดขอบเขตด้านข้อมูล การถกประเด็น สำหรับการวางแผนสถานการณ์ในอนาคต (Scenario planning) และการทดสอบทุกนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยี AI จะช่วยลดปัญหาคอขวดที่เป็นอุปสรรค ให้อิสระกับผู้คนเพื่อตัดสินใจได้มากขึ้นและเร็วขึ้น การมีข้อมูลความรู้จะช่วยให้แผนการหรือโครงการใหม่ ๆ ไม่เกิดการติดขัด สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นที่จะกลายเป็นผู้นำนวัตกรรมด้าน AI จะเริ่มมองเห็นตัวอย่างที่เป็นจริง จากการที่ประโยชน์ต่าง ๆ ในเรื่องเหล่านี้กลายเป็นความจริงสำหรับธุรกิจ
นักทฤษฏีหลายรายระบุว่า AI จะเข้ามาแทนที่การทำงานในส่วนต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้อาจก่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งช่วยปลดปล่อยโอกาสใหม่ ๆ ให้กับมนุษยชาติ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในแขนงใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่การฝึกอบรม AI ปรับรูปแบบการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการ ทั้งนี้ ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมทักษะความสามารถเหล่านี้ โดย AI จะมีอิทธิพลเหนือทักษะต่าง ๆ สำหรับผู้มีความสามารถโดดเด่นในอนาคต ซึ่งนักปฏิบัติเหล่านี้จะเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดตัวแปรว่าอะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควรถูกจัดหมวดหมู่ไว้ในด้านผลลัพธ์ที่ดีทางธุรกิจ ตัดสินใจในด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อทั้งหมดนี้เข้าที่เข้าทาง เทคโนโลยีจะสามารถชี้แนะโอกาสเชิงบวกในการดำเนินธุรกิจด้วยความเร็วสูงสุด ดูได้จากตัวอย่างของการใช้ AI ในด้านการประมวลผลทางความคิดในธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพ การเกษตรกรรม ไปจนถึงบริการด้านการเงิน ดังนั้นความท้าทายจะตกอยู่กับองค์กรที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าในเชิงธุรกิจของเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้าน AI รวมทั้งต้องมั่นใจได้ว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้อง มีบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษอยู่ในมืออีกด้วย

คำทำนายที่ 2 : การเพิ่มความฉลาด (IQ) ให้กับสรรพสิ่งหรือ Things
เริ่มต้นในปี 2018 เราจะมุ่งสู่การก้าวหน้าขนานใหญ่ในการฝัง (Embed) สิ่งที่เป็นความฉลาด (Intelligence) ไว้ในตัวเมือง องค์กรธุรกิจ บ้านเรือน และยานพาหหนะที่ยกระดับไปสู่ศักยภาพด้าน IoT ด้วยราคาของพลังการประมวลผลที่ลดลง พร้อมทั้งโหนดที่เชื่อมต่อกันที่ลดลงจนเกือบเป็น 0 เหรียญสหรัฐ เราจะมีจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อนับ 100,000 ล้านชิ้นในไม่ช้า และจะขยับขึ้นเป็นล้านล้านชิ้น ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เอามารวมกัน พลังประมวลผลด้วยขุมพลังของ AI จะช่วยให้เครื่องกลควบคุมทรัพยากรทางกายภาพ รวมถึงทรัพยากรมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น เราจะพัฒนาไปสู่ “การเป็นผู้ควบคุมดิจิทัล” สำหรับเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวเรา เทคโนโลยีจะทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของตัวเรา ทุก ๆ สิ่งจะทำงานได้อย่างฉลาด ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้สมาร์ทยิ่งขึ้น
เรากำลังเห็นเรื่องที่กล่าวมานี้ในรถยนต์ ซึ่งจะจัดมาพร้อมเซ็นเซอร์ในระบบอัลตร้าโซนิก เทคโนโลยีที่ใช้ลำแสงเป็นตัววัดระยะทางระหว่างยานพาหนะกับการจดจำท่าทาง (Gesture recognition) และในที่สุดนวัตกรรมเหล่านี้จะทำให้การขับขี่อัตโนมัติกลายเป็นความจริงที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นเราจะต้องทำความคุ้นเคยกับการใช้รถที่จะต้องจองเพื่อเข้าใช้บริการตามกิจวัตร แจ้งอู่ว่าต้องทำอะไรบ้าง กำหนดตารางการอัปเดตซอฟต์แวร์ด้วยตัวเอง
ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นนับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับนวัตกรรม IoT การติดตั้งใช้งาน มีการลงทุนเพิ่มขึ้น และปัจจัยสำคัญ อย่างเช่น ความริเริ่มจากภาครัฐบาล ความก้าวหน้าของ 5G กำลังเป็นแรงขับเคลื่อน

คำทำนายที่ 3 : เราจะหันมาสวมใส่ AR Headsets
ไม่นานเกินรอเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงที่ “เป็นจริง” และเทคโนโลยีที่จำลองภาพเสมือนจริงหรือ Augmented Reality จะเริ่มเลือนหายไป การนำ AR ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เริ่มเด่นชัดขึ้น ตัวอย่างเช่น ทีมคนงานก่อสร้าง บรรดาสถาปนิก และวิศวกรกำลังนำ AR Headsets มาใช้จำลองภาพในการสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ ใช้ในความร่วมมือที่ต้องมีมุมมองเดียวกันในเรื่องของการพัฒนา การฝึกอบรมแรงงานที่ต้องทำงานนั้น ๆ ในเวลาที่ฝ่ายเทคนิคไม่สามารถไปดูด้วยตัวเองที่ไซต์งานในวันนั้นได้ ในการทำงาน AR จะนำผู้คนและมนุษย์มาอยู่รวมกัน ช่วยให้ผู้คนสื่อสารโต้ตอบกับข้อมูลในวิถีทางที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นจะกลายเป็นโครงการวิจัยหรือ Testbed สำหรับแอปพลิเคชันเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่การควบคุมนวัตกรรม AR และการนำมาใช้งาน

คำทำนายที่ 4 : สัมพันธภาพกับลูกค้าที่ลึกซื้งยิ่งขึ้น
ดัชนีเกี่ยวกับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ Dell Technologies’ Digital Transformation Index ชี้ให้เห็นว่า 52 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นคิดว่าตัวเองจะล้าสมัยภายใน 3-5 ปีข้างหน้า 83 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าถูกคุกคามจากองค์กรสตาร์ทอัป สิ่งที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมาก็คือประสบการณ์ของลูกค้าต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด
ภายในปีหน้าด้วยการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ก็คือการเรียนรู้ของเครื่องจักรกล (ML – Machine Learning) และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในระดับแถวหน้าจะช่วยให้องค์กรธุรกิจเข้าใจลูกค้ามากขึ้นและให้บริการได้ดียิ่งขึ้น ในเวลาที่ลูกค้าต้องการหรือก่อนที่ลูกค้าจะต้องการ การบริการลูกค้าจะมุ่งที่การผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างคนและเครื่องจักรกล ดังนั้นแทนที่จะยกเลิกการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าไปสู่ Chatbots รุ่นแรก และกำหนดข้อความต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า ทั้งมนุษย์และเอเยนต์เสมือนจริงที่มีความฉลาดทำงานได้แบบอัตโนมัติจะต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน ผู้บริโภคในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นต่างต้องการการติดต่อสื่อสารผ่านระบบดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วยโมบายล์ นอกจากนี้ผู้บริโภคเหล่านี้ยังนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ เช่น วิธีการจ่ายเงินที่เป็นทางเลือกใหม่ โดยในความเป็นจริงนวัตกรรมในการจ่ายเงินในระดับโลกส่วนใหญ่เกิดจากการผลักดันของผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค ความต้องการของผู้บริโภคก็จะมีความต้องการเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยในปี 2018 จะได้เห็นแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ถูกกดดันให้ต้องตอบสนองความต้องการลูกค้าเหล่านี้ให้ได้

คำทำนายที่ 5 : ต่อไปการเช็คอคติจะง่ายเสมือนการเช็คตัวสะกด
ภายในทศวรรษหน้าเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น VR และ AI จะช่วยให้ผู้คนค้นพบและดำเนินการด้านข้อมูลโดยไม่มีอารมณ์หรืออคติจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะที่ช่วยให้เพิ่มอำนาจในการตัดสินมนุษย์ได้อย่างเหมาะสม ในเวลาอีกไม่ช้านานเราจะได้เห็นการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการกระบวนการจ้างและการโปรโมตคนเพื่อคัดกรองอคติอย่างมีสติและไม่มีสติ ในขณะเดียวกัน VR จะถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้นโดยเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์เพื่อให้มั่นใจว่าจะมอบโอกาสเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนคุณงามความดีเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การใส่หน้ากากเพื่ออำพรางตัวตนจริงของพนักงานที่มุ่งหวังด้วย Avatar สุดท้ายแล้วการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้ก็จะทำให้ในวันหนึ่ง “การเช็คอคติ” กลายเป็นสารฆ่าเชื้อหรือ Sanitizer ที่ทำกันจนเป็นกิจวัตร เหมือนกับการ “เช็คตัวสะกด” แต่ให้ประโยชน์กับสังคมในวงกว้าง

คำทำนายที่ 6 : สื่อและความบันเทิงจะกลายเป็นพื้นที่แห่งใหม่สำหรับอีสปอร์ต
ในปี 2018 เราจะได้เห็นผู้เล่นจำนวนมากขึ้นที่นั่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ หรือใช่ VR Headsets เพื่อต่อสู้ในจักรวาลที่สร้างขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในความละเอียดภาพสูง เนื่องจากมีผู้เล่นและผู้ชมจำนวนหลายร้อยล้านคนเข้ามามีส่วนร่วม จึงทำให้อีสปอร์ตกลายเป็นกระแสหลักในที่สุด ทั้งนี้ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกำลังเดินหน้าสู่การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ พร้อมกับที่เรากำลังมุ่งไปสู่เอเชียนเกมส์ในปี 2022 ซึ่งจะเป็นงานที่มีการชิงเหรียญทองสำหรับอีสปอร์ต
นอกจากนี้กีฬาแบบเดิม ๆ อย่างเช่น การปั่นจักรยาน ยังยกระดับการแข่งขันด้วยการเก็บเกี่ยวข้อมูลเพื่อหาข้อได้เปรียบ รวมถึงวิธีการพลิกโฉมการแข่งขัน ในอนาคตทุกองค์กรธุรกิจจะกลายเป็นองค์กรธุรกิจด้านเทคโนโลยี เวลาว่างจะกลายเป็นประสบการณ์แห่งการเชื่อมต่อ

คำทำนายที่ 7 : เราจะเดินทางเข้าสู่ “มัลติ-คลาวด์”
คลาวด์ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นรูปแบบไอทีที่มีการฝังเรื่องของระบบควบคุมการทำงานทั้งหมด ระบบอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะไว้ในโครงสร้างพื้นฐานไอที ในปี 2018 นี้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ จะพากันมุ่งไปสู่แนวคิดของมัลติ-คลาวด์กันอย่างท่วมท้นเพื่อให้มีข้อได้เปรียบจากคุณค่าของคลาวด์ในทุกโมเดล ไม่ว่าจะเป็นไพรเวตคลาวด์ พับลิกลาวด์ ไปจนถึงการโฮสต์ การจัดการ และคลาวด์ในรูปของซอฟต์แวร์เชิงการบริการหรือ SaaS
อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีการย้ายแอปพลิเคชันและเวิร์กโหลดจำนวนมากขึ้นไปสู่คลาวด์ที่หลากหลาย การเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของคลาวด์ที่เป็นไซโลจะกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดั้งนั้นองค์กรต้องมีความสามารถเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์จากระบบวิเคราะห์ข้อมูลและความริเริ่มด้าน AI เรื่องนี้ยังส่งผลไปถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์แบบผิดที่ผิดทาง เพราะจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนา องค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจะยังคงถูกท้าทายเพื่อทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานตอบโจทย์ความท้าทายที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนได้ ในขณะที่ยังคงต้องใส่ใจแอปพลิเคชันสำหรับอนาคต
ก้าวต่อไปคือเราจะเห็นการเกิด “เมกะ-คลาวด์” ซึ่งจะร้อยเรียงไพรเวตคลาวด์ที่หลากหลาย รวมถึงพับลิกคลาวด์เข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบรวมได้อย่างสอดคล้อง เมกะ-คลาวด์จะให้มุมมองรวมของสภาพแวดล้อมไอทีทั้งหมดได้อย่างชาญฉลาด การทำให้เมกะ-คลาวด์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้นั้นเราจะต้องสร้างนวัตกรรมแบบมัลติ-คลาวด์ในระบบเชื่อมต่อเครือข่าย (เพื่อย้ายข้อมูลไปมาระหว่างคลาวด์ได้) รวมถึงสตอเรจ (เพื่อเก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ที่เหมาะสม) และประมวลผล (เพื่อใช้ประโยชน์เรื่องของระบบประมวลผลที่ดีที่สุดและเร่งงานเวิร์กโหลด) การจัดลำดับการทำงานทั้งหมด หรือ Orchestration (เพื่อเชื่อมระบบเชื่อมต่อเครือข่าย รวมถึงสตอเรจ และการประมวลผลร่วมกันระหว่างคลาวด์ต่าง ๆ) สิ่งที่เป็นโอกาสใหม่คือ ลูกค้าจะต้องรวมการทำงานของ AI และ ML เพื่อให้เป็นระบบอัตโนมัติ มีมุมมองเชิงลึกไปสู่ความเหนือชั้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมไอทีแบบเน็กซ์เจน

คำทำนายที่ 8 : ปีแห่งการเสียเหงื่อไปกับเรื่องเล็ก ๆ
ในโลกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันมากยิ่งขึ้น การไว้วางใจในบุคคลที่สามจะเป็นเรื่องสำคัญมากยิ่งขึ้น องค์กรจะไม่ได้เป็นแค่หน่วยเล็ก ๆ แต่จะมีระบบเชื่อมต่อระหว่างกันมากมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่มหาศาล การกระเพื่อมของความยุ่งเหยิงจะแผ่ไปไกลขึ้นเร็วขึ้น เพราะตอนนี้เทคโนโลยีเชื่อมต่อเราไปยังหนทางที่น่าพิศวง ลองพิจารณาว่าหนึ่งในช่องโหว่ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นจากผู้โจมตีใช้หลักฐานอ้างอิงตัวตนล็อกอินเข้าไปที่ระบบ HVAC ของผู้อื่น
ดังนั้นในปี 2018 จะกลายเป็นปีของการดำเนินการสำหรับองค์กรข้ามชาติ โดยเป็นแรงบันดาลใจจากการจู่โจมของกฏระเบียบข้อบังคับใหม่ เช่น GDPR ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อองค์กรทั่วภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ความสำคัญอันดับต้นคือการติดตั้งเครื่องมือรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ เทคโนโลยีเพื่อปกป้องข้อมูลและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้จะเติบโตอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ องค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นจะถูกผลักดันให้เพิ่มงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัย และยังต้องมองที่ความพยายามร่วมกันทั้งองค์กร เช่น การรับรู้ของพนักงาน การรักษาความปลอดภัย IoT จะอยู่อันดับต้นของลิสต์เรื่องการรักษาความปลอดภัยที่จัดเป็นความสำคัญอันดับต้นของภูมิภาคเช่นกันเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ในส่วนของจุดเชื่อมต่อเครือข่ายที่อยู่ใกล้อุปกรณ์ ตลอดจนระบบงานหลักไปจนถึงคลาวด์ (From Edge to Core to Cloud) เนื่องจากนวัตกรรม IoT รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 www.thailandindustry.com
Copyright (C) 2009 www.thailandindustry.com All rights reserved.

ขอสงวนสิทธิ์ ข้อมูล เนื้อหา บทความ และรูปภาพ (ในส่วนที่ทำขึ้นเอง) ทั้งหมดที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ www.thailandindustry.com ห้ามมิให้บุคคลใด คัดลอก หรือ ทำสำเนา หรือ ดัดแปลง ข้อความหรือบทความใดๆ ของเว็บไซต์ หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด