เนื้อหาวันที่ : 2017-11-24 09:18:26 จำนวนผู้เข้าชมแล้ว : 543 views

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ติดปีกให้เศรษฐกิจดิจิทัล ในงาน Innovation Summit 2017 ณ เกาะฮ่องกง

เศรษฐกาญจน์ อนุวัตรวงศ์

sedthakarn@se-ed.com

ระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ได้จัดงานสัมมนา Innovation Summit 2017 ขึ้นอีกครั้งที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมทางด้านพลังงานของบริษัท ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่ผมได้รับเกียรติจากทาง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ภายในงานนี้ด้วย

สำหรับบรรยากาศของงานในปีนี้ เรายังคงได้รับเกียรติจาก ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ขึ้นกล่าวต้อนรับและแนะนำเข้าสู่งาน พร้อมทั้งได้เกริ่นนำถึงประเด็นที่สำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลหรือ Powering the Digital Economy

ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ซึ่ง ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังคงหยิบยกประเด็นสำคัญที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้อนาคตข้างหน้ามีความเปลี่ยนแปลงไปนั่นก็คือ การที่ประชากรบนโลกมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า ภายใน 20 ปีข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นต้องลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะบรรลุเป้าวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ได้ เราจึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขึ้นเป็น 3 เท่าจากปัจจุบัน ซึ่งจากสมการความขัดแย้งดังกล่าว ยังคงเป็นโจทย์ที่สร้างความท้าทายให้กับทุกภาคส่วน

และจากปัจจัยของการสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นกับระบบการใช้พลังงานนี้เอง ทำให้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไม่หยุดที่จะคิดค้นโซลูชันและนวัตกรรมทางด้านพลังงานให้สามารถตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที และภายในงานนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้เปิดตัว EcoStruxure™ World Premiere ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดของชไนเดอร์ อิเล็คทริค โดยเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิด และทำงานในลักษณะของการ Plug-and-play รองรับการใช้งานด้าน IoT ที่มอบโซลูชันครบวงจรใน 6 ความเชี่ยวชาญหลัก ได้แก่ พลังงาน ไอที อาคาร เครื่องกล โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า โดยมีตลาดปลายทางหลัก 4 ส่วนด้วยกันคือ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และระบบโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ EcoStruxure™ World Premiere ยังได้เผยโฉม 3 โซลูชันใหม่ให้เห็นเป็นครั้งแรกอีกด้วย นั่นก็คือ

  1. EcoStruxure™ IT เป็นระบบบริหารจัดการระบบโครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์แบบเน็กซ์เจน ที่ให้ความสามารถในการมองเห็นการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ได้ในแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการดำเนินการครอบคลุมทั้งส่วนไอทีและสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างเหมาะสม โซลูชันนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดาต้าเซนเตอร์ลงได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  2. EcoStruxure™ Building ให้แพลตฟอร์มในการประสานความร่วมมือด้านอาคารอัจฉริยะ พร้อมสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ช่วยให้ผู้พัฒนาและคู่ค้าสามารถสื่อสารการทำงานร่วมกัน แบ่งปันข้อมูลและพัฒนาแอปพลิเคชั่น ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานลงได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งมั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายสูงสุดที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รับ
  3. EcoStruxure™ Industrial Software Platform ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมที่ผสานรวมทั้งความสามารถในการขยายระบบพร้อมความเชี่ยวชาญเฉพาะที่ช่วยให้ทั้งผู้คนและกระบวนการสามารถทำงานสอดคล้องกันได้อย่างราบรื่น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ โดยปราศจากความเสี่ยงทั้งเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล หรือประสิทธิภาพการทำงานได้ตามต้องการ โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับกิจการทางด้านอุตสาหกรรมได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงยึดมั่นในภารกิจหลักที่สำคัญนั่นก็คือ การสร้างความปลอดภัยในชีวิต สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืน และสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Life is On ซึ่งแนวคิดนี้จะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ทุกกิจกรรมชีวิตของผู้คนสามารถดำเนินไปได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนไหน หรือในช่วงเวลาใดก็ตามครับ

ซึ่งแนวคิดของ Life is On เองยังถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยที่สำคัญ 3 สิ่งด้วยกันนั่นก็คือ การกระตุ้น (Energized) เช่นความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มมากขึ้นจากการขยายตัวของสังคมเมือง การเติบโตทางด้านดิจิทัล การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การที่ประชากรบนโลกอีกหลายล้านคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การมีประสิทธิภาพ (Efficient) ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่าพลังงานที่ถูกใช้จริงภายในอาคารสำนักงานและอุตสาหกรรมนั้น ยังมีศักยภาพเหลือเฟือที่จะนำมาใช้ได้อีกถึง 82% และ 50% ตามลำดับ นั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญ ว่าจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขึ้นเป็น 3 เท่าจากปัจจุบัน และอีกปัจจัยคือเรื่องของ การเชื่อมต่อ (Connected) ซึ่งประเมินกันว่าภายในปี 2020 มนุษย์จะเชื่อมต่อถึงกันด้วยอุปกรณ์สื่อสารเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า และอุปกรณ์ในทุกสรรพสิ่ง (Things) สามารถเชื่อมต่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านเครื่อง และซอฟต์แวร์จะเป็นตัวขับเคลื่อนในทุกสิ่งอย่าง

ในประเด็นของการเชื่อมต่อนี้เองครับที่ ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ได้กล่าวเน้นย้ำว่าจะเป็นหัวใจหลักของการสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย โดยพระเอกสำคัญก็หนีไม่พ้นเรื่องของการนำเอาโซลูชันของ Internet of Things (IOT) เข้ามาใช้เพื่อพลิกโฉมธุรกิจให้เข้าสู่ยุคของความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง ซึ่ง ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังกล่าวว่าไอโอทีจะมีความสำคัญจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว

ซึ่งโซลูชันที่เรียกว่า EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคเอง ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มที่มีอยู่ มาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือระบบปฏิบัติการในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน ระบบดาต้าเซนเตอร์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม เหล่านี้เป็นต้น ปัจจุบันโซลูชัน EcoStruxure ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจทั่วโลกกว่า 450,000 ระบบ โดย System Integrators และนักพัฒนาราว 22,000 คน

ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังได้ยกตัวอย่างของบริษัทที่นำเอาโซลูชัน EcoStruxureไปใช้ประโยชน์กับภาคธุรกิจของตนเอง อาทิเช่น บริษัท Deloitte ที่ตั้งอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการนำเอาโซลูชัน EcoStruxureTM for Building มาใช้บริหารจัดการภายในอาคาร ทำให้สามารถลดพลังงานของอาคารลงได้ โดยอาคารดังกล่าวยังถูกจัดอันดับว่าเป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัยภายในอาคารและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก

ส่วนทางด้านโรงงาน ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังได้ยกตัวอย่างของโรงงานเหล็ก BAOSTEEL ในประเทศจีนที่นำเอาโซลูชัน EcoStruxure™ for Industry ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาใช้ในการบริหารจัดการภายในโรงงาน ส่งผลให้ผลิตภาพภายในโรงงานเพิ่มขึ้นถึง 30% ต่อมาคือระบบสาธารณูปโภคทางด้านไฟฟ้า ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังได้ยกตัวอย่างของ SA Power Networks ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านไฟฟ้าของรัฐ South Australia ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้นำเอาโซลูชัน EcoStruxure™ for Infrastructure ไปใช้ ทำให้สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 40 ล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี

ส่วนงานทางด้านไอที ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ได้ยกตัวอย่างของ Animal Logic ซึ่งเป็นสตูดิโอสำหรับสร้างอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์จากออสเตรเลียที่ใช้ EcoStruxureTM for Data Center เข้ามาช่วยให้สามารถเพิ่มความเร็วในการเรนเดอร์ภาพได้ถึงระดับ 1.25 เพตาฟลอปส์ต่อวินาที

และก่อนจะลงจากเวที ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในทุกตลาดว่า “จะเป็นการสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยแรงขับเคลื่อนทางด้านนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน IoT, ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence, การวิเคราะห์, สถาปัตยกรรมทางด้านซอฟต์แวร์ และการปฏิรูปด้านดิจิทัล (Digitization) ที่จะนำมาซึ่งโอกาสมหาศาลสำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่ความมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการปรับโฉมครั้งใหญ่ พร้อมทั้งสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ ซึ่งภารกิจของเรานั้นมีความเรียบง่าย คือเรามอบเทคโนโลยีระบบเปิดด้านดิจิทัลที่ให้ศักยภาพ ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และช่วยให้แนวความคิดที่ชัดเจนของลูกค้าเป็นจริงได้ด้วยการขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจดิจิทัล”

นอกจากนี้บนเวทีภายในงาน มร.ไซริล เปอร์ดูแคท รองประธานบริหารฝ่าย IoT & Digital Transformation ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้กล่าวถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในโปรแกรมที่เรียกว่า Co-Innovation โดยจับคู่ทำงานร่วมกับ ไมโครซอฟต์ ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมร่วมกันโดยใช้แพลตฟอร์มของ EcoStruxureTM ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นสตาร์ทอัพหรือสถานศึกษา ซึ่งช่วยให้เขาเหล่านี้สามารถค้นพบโอกาส สร้างนวัตกรรมและแปลงเป็นธุรกิจได้

ส่วนทางด้านของ มร.นอร์แมน ซึ่งเป็นผู้ดูแลในส่วนของ Microsoft Cloud และ Enterprise Group ยังได้ยกตัวอย่างของโปรแกรม Co-Innovation ว่าได้มีการนำเอาแพลตฟอร์มของ Microsoft Azure โดยทำงานร่วมกับโซลูชัน EcoStruxureTM ในการที่จะลดการใช้พลังงานของครัวเรือนในอิตาลีได้ถึง 50,000 ครอบครัว นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างของบริษัทลูกค้าที่ชื่อ WaterForce ซึ่งได้นำเอาโซลูชั่นไอโอทีมาทำงานร่วมกับคลาวด์แพลตฟอร์มของไมโครซอฟต์และโซลูชัน EcoStruxureTM Industry  ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค พัฒนาเป็นระบบ SCADA Farm เพื่อลดการใช้น้ำและพลังงานของฟาร์มภายในประเทศนิวซีแลนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

มร.ไซริล เปอร์ดูแคท ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกันว่า กำลังมองหาแนวทางในการลดการใช้พลังงานและ CO2 รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศไนจีเรียของทวีปแอฟริกาให้คนในประเทศหลายล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการสร้างโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียน สถานบริการทางการแพทย์หรือคลินิกที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้มีไฟฟ้าใช้เพื่อสามารถที่จะเก็บวัคซีนสำรองไว้ใช้รักษาผู้ป่วยได้

การจัดงาน Innovation Summit 2017 ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากลูกค้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มากมายจากทั่วโลกกว่า 1,000 ราย มารวมตัวกันรับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 ท่าน ซึ่งนอกจากการพูดคุยบนเวทีแล้ว ภายในบริเวณงานยังได้มีจัดเตรียมพื้นที่ Innovation Hub ขนาดกว่า 1,000 ตารางเมตรไว้สำหรับแสดงโชว์เคสและนวัตกรรมของบริษัท ที่จะมีการแสดงถึงสายผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั้งซอฟต์แวร์ โซลูชัน และการบริการ และ Innovation Hub นี้ ยังมีในส่วนของ Partner Village รวมเครือข่ายพันธมิตรด้านเทคโนโลยี และสตาร์ทอัพ มารวมอยู่ในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Accenture, Cisco, Intel และ Salesforce ซึ่งมาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมล่าสุดของตนอีกด้วย ส่วนภายในห้องสัมมนาก็ยังได้มีการจัดหัวข้อสัมมนาเพื่อให้ความรู้ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และจากผู้ทรงคุณวุฒิของทางบริษัทฯ ไว้สำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายหลายหัวข้อด้วยกัน อาทิเช่น Living Buildings for Sustainable Cities, Power Distribution Redefined,  Data Centers: Cloud Management for a Hybrid World, Intuitive Industries Digitized,  Digital Grid Unleashed, The True Business Value of Sustainability, The Future is Active Energy Management และในช่วงของการเรียนรู้โดยเจาะลึกไปกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน Banking & Finance, Cloud & Service Providers, Food & Beverage, Hotels, Mining, Minerals & Metals, Oil & Gas, Utilities, Water & Wastwater, Plant & Machine, IT, Power, Building ฯลฯ ก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานมากมายเช่นเดียวกัน

ในปีที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ 24.7 พันล้านเหรียญยูโร และที่สำคัญคือ ตลาดในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกครองส่วนตลาดเป็นแบ่งเป็นอันดับหนึ่งถึง 28% ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจเลยที่ ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และซีอีโอ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ก็ได้นั่งประจำอยู่ที่สำนักงาน ณ เกาะฮ่องกงนี้เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ซึ่ง ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ยังได้กล่าวกับเราว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่เติบโตเร็วมาก ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่มีความเจริญเติบโตสูงและจำนวนประชากรที่มีจำนวนมากทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มตามไปด้วย และอีกหนึ่งในปัจจัยเร่งที่สำคัญก็คือการขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นนั่นเองครับ

มร.มาร์ค เพลิทิเยร์ Country President ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย

นอกจากนี้เรายังได้มีโอกาสพูดคุยกับ มร.มาร์ค เพลิทิเยร์ ซึ่งเป็น Country President ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำประเทศไทย คุณมาร์คได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดประเทศไทยว่า เป็นตลาดที่มีการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ซึ่งไทยเองมีแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็กลายเป็นปัจจัยเร่งให้เข้าสู่การเป็นดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นได้เร็วขึ้น ทุกอย่างถูกเชื่อมต่อ ควบคุม วิเคราะห์ และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีศักยภาพจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือผ่านอุปกรณ์สมาร์ทและรวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ

มร.มาร์ค เพลิทิเยร์ ยังได้ยกตัวอย่างถึงภาคธุรกิจในเมืองไทยที่ได้นำเอาโซลูชั่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับองค์กร อย่างเช่น SUPERNAP ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการทางด้านดาต้าเซนเตอร์ ก็นำเอาโซลูชันที่ช่วยควบคุมในเรื่องของการประหยัดพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งในตัวอาคารสำนักงานและศูนย์ดาต้าเซนเตอร์, SOLEQ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการติดตั้งและปฏิบัติการทางด้านโซลาร์เซลล์ ก็ได้นำโซลูชันของ EcoStruxureTM มาใช้ในการควบคุมการทำงาน ซึ่งสามารถมอนิเตอร์สถานีโซลาร์เซลล์ในที่ต่าง ๆ พร้อมกันได้ ทั้งยังสามารถดูทิศทางการตกกระทบของแสงจากดวงอาทิตย์มายังแผงโซลาร์เซลล์และสามารถสั่งการให้คนเข้าไปแก้ไขหรือปฏิบัติการที่หน้างานเมื่อเกิดปัญหาได้ และอีกบริษัทคือ EAST WATER ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำในบ้านเรา ได้มีการนำเอาโซลูชั่นทางด้าน IoT เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในเรื่องของการตรวจสอบระบบน้ำของตนเอง การจ่ายน้ำสะอาดให้กับลูกค้า ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำ ซึ่งช่วยให้ประหยัดในเรื่องของน้ำรั่วไหลได้ถึง 25-30% ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดแรงงาน ทำให้ลูกค้ามีเงินเหลือไปขยายธุรกิจให้โตขึ้นได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลมาขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สำคัญในโลกปัจจุบัน

ภายในงาน Innovation Summit 2017 ที่จัดขึ้น ณ เกาะฮ่องกง นี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังได้ขยายขอบเขต COP21 ซึ่งเป็นพันธะสัญญาในการสร้างความยั่งยืน พร้อมด้วยเป้าหมายของการก้าวสู่การเป็นบริษัทที่มีค่าคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2030 ไปสู่การจัดงานอีเวนต์ใหญ่ ๆ ต่าง ๆ โดยชไนเดอร์ กำลังลงทุนในโครงการทดแทนคาร์บอน สำหรับการเดินทางด้วยเครื่องบิน และการก่อสร้างอีเวนต์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานซัมมิตครั้งนี้ โดยจะมีการนำวิธีปฏิบัติเรื่องของงานที่สร้างความยั่งยืน (Sustainable Event) นี้ มาใช้ตลอดทั้งงาน ผ่านการบริหารจัดการเรื่องการควบคุมสภาพอากาศ มุ่งเน้นที่บรรจุภัณฑ์ที่ให้ความยั่งยืน รวมถึงอาหาร และลดการใช้กระดาษและของเหลือใช้ที่ไม่เกิดประโยชน์ โดยพันธะสัญญาเรื่องการสร้างความยั่งยืนนี้จะถูกรวมอยู่ใน Innovation Summit World Tour ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมดด้วยครับ

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 www.thailandindustry.com
Copyright (C) 2009 www.thailandindustry.com All rights reserved.

ขอสงวนสิทธิ์ ข้อมูล เนื้อหา บทความ และรูปภาพ (ในส่วนที่ทำขึ้นเอง) ทั้งหมดที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ www.thailandindustry.com ห้ามมิให้บุคคลใด คัดลอก หรือ ทำสำเนา หรือ ดัดแปลง ข้อความหรือบทความใดๆ ของเว็บไซต์ หากผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปใช้ ดัดแปลง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด