Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

หน้าหลัก | ค้นหา | ข่าว | สารบัญเว็บ | ห้องสมุด |
Like facebook
 
หน้าแรกบทความ | ไฟฟ้าเครื่องกล | การบริหารจัดการ | เทคโนโลยี นวัตกรรม | การผลิต | โลจิสติกส์ | พลังงาน สิ่งแวดล้อม
       
 

แนวคิดการจัดการผลิตภาพ

 
โดย โกศล ดีศีลธรรม  วันที่ 2006-07-27 10:17:33 ผู้อ่าน 3634 คน
Share
 
 
 

ปัจจุบันในการดำเนินธุรกิจ ที่มีการแปลงทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) อันได้แก่ แรงงาน เงินทุนวัตถุดิบ พลังงาน เข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตผล (Output) ในรูปของสินค้าหรือบริการ ผู้ประกอบการจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทนหรือกำไรสูงสุด โดยมีตัวชี้วัดที่เรียกว่า ผลิตภาพ (Productivity) เป็นตัววัดความสามารถของธุรกิจ ที่เป็นสัดส่วนของผลิตผลเทียบกับปัจจัยนำเข้า ดังนั้นจึงเป็นภาระกิจที่สำคัญของผู้บริหารที่ต้องหาแนวทางในการปรับปรุงเพื่อยกระดับผลิตภาพ  ดังนั้นการปรับปรุงผลิตภาพจึงไม่เพียงแต่หมายถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพสูงสุด (Maximum Efficiency) แต่ยังรวมถึงประสิทธิผล (Effectiveness) ด้วย  ที่เป็นการวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานในระยะยาว ดังความสัมพันธ์ดังนี้ 

 

 

ดังนั้นแนวทางในการปรับปรุงและยกระดับผลิตภาพ จึงสามารถดำเนินการได้สองแนวทาง คือ การลดปัจจัยนำเข้า ขณะที่เกิดผลิตผลที่คงที่ หรือ การเพิ่มผลิตผล โดยมีปัจจัยนำเข้าที่คงที่   

 

 

ผลิตภาพกับการผลิต (Productivity & Production)

มักมีผู้สับสนและเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงระหว่างผลิตภาพกับการผลิต โดยความหมายที่แท้จริงของการผลิต ก็เพียงแค่ปริมาณผลิตผลโดยรวม (Total Output) ของสินค้า หรือบริการที่เกิดขึ้น แต่ผลิตภาพนั้น หมายถึง ปริมาณผลิตผลโดยรวมของสินค้า หรือ บริการ ที่เกิดขึ้นเทียบกับปริมาณหน่วยของปัจจัยนำเข้าที่ถูกใช้      ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของการผลิตจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ เช่น ในปี 2544 โรงงานสามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่ารวม 10 ล้านบาท โดยใช้แรงงาน 10 คน  ผลิตภาพที่เกิดขึ้นต่อแรงงานในปีนี้ คือ 1 ล้านบาทแต่ในปี 2545 ได้จ้างแรงงานเพิ่มอีก 10 คน ทำให้มีผลิตผลรวมสูงขึ้นเป็น 18 ล้านบาท ผลิตภาพต่อแรงงาน คือ 900,000 บาท ซึ่งลดลงจากปีก่อน  จากตัวอย่างดังกล่าวแสดงถึงผลิตภาพที่ลดลง ขณะที่ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นและไม่เป็นสัดส่วนกับการเพิ่มปัจจัยนำเข้า (แรงงาน) ที่อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ  เช่น วิธีการผลิต  การใช้เครื่องจักรที่ไม่มีประสิทธิผล   ปัญหาการจัดการ เป็นต้น 

 

ตัวชี้วัดผลิตภาพ

กลยุทธ์ความสำเร็จของการปรับปรุงผลิตภาพ จะต้องมีแนวทางวัดผลที่เป็นระบบ (Systematic Approach)  ทั้งในระดับมหภาค (Macro Level) และระดับจุลภาค (Micro Level) ในขั้นแรกของการวัดผลิตภาพจะต้องทำการวัดผลิตผลก่อน หลังจากนั้นจึงทำการกำหนดปัจจัยนำเข้าต่าง ๆ และทำการวัดปัจจัยดังกล่าว  ซึ่งการวัดผลิตผลสามารถพิจารณาและแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้

 

1. ระดับเศรษฐกิจประชาชาติชาติ (National Economy Level) คือ การวัดกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจที่ครอบคลุมถึงการผลิต ราคาสินค้าและการจ้างงาน โดยวัดสมรรถนะโดยรวมของเศรษฐกิจ (Measure of Overall Economic Performance) ที่เป็นข้อมูลในการตัดสินใจที่จะดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ โดยมีปัจจัย ได้แก่ อัตราการว่างงาน อัตราการลงทุน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทำให้ผู้บริหารสามารถนำมาวิเคราะห์และตัดสินใจที่จะเพิ่มหรือลดการผลิตและเป็นข้อมูลในการกำหนดอัตราการจ้างงาน ดังนั้นการวัดผลิตภาพจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลในการประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่ส่งผลต่อการปรับปรุงมาตรฐานความเป็นอยู่ (Standard of Living) ของประชากร ซึ่งสามารถแบ่งองค์ประกอบออกได้เป็น 

 
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product : GNP) เป็นการวัดมูลค่าโดยรวมของสินค้าและบริการที่เป็นผลิตผลของชาติ ซึ่งเป็นการวัดสภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบในรอบเวลาหนึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดที่ระยะเวลา 1 ปี โดยมีองค์ประกอบหลัก คือ  
  1. การใช้จ่ายในการบริโภคส่วนบุคคล (Personal Consumption - C)
  2. การลงทุนของภาคเอกชน (Private Investment – I)
  3. รายจ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของภาครัฐ (Government  Purchase – G)
  4. การส่งออก การนำเข้าสินค้าและบริการ [(Net of Export over Import : (X-M)]

 

ในองค์ประกอบทั้ง 4 จะมีผลต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยสามารถเขียนเป็นสมการทางเศรษฐกิจ  ได้ดังนี้

 

  • จากสมการ (X-M) แสดงถึงดุลบัญชีเดินสะพัด (Current  Account) ซึ่งเป็นรายการการซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศหรืออาจหมายถึงดุลการค้า (Balance of Trade) และดุลการชำระเงิน (Balance of Payment)

(S – I)     หมายถึง ดุลเงินออมของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นช่องว่าง (GAP) ระหว่างเงินออมและการลงทุน

(T – G)  หมายถึง ดุลการคลังซึ่งเป็นผลต่างของบัญชีรายได้จากภาษีที่เรียกเก็บได้กับการใช้จ่ายของภาครัฐ ดังนั้น (S – I) + (T – G) จึงหมายถึง ดุลเงินออมของประเทศทั้งหมด  

 

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงค่าตัวแปรในสมการที่กล่าวมาแล้ว เช่น ถ้าประชาชนเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค ธุรกิจมีการลงทุนเพิ่มและการเพิ่มค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น หรือ อาจจะกำหนดนโยบายเน้นการส่งออก ทำให้เกิดการได้เปรียบดุลการค้าและส่งผลให้ประเทศมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  ในทางตรงกันข้ามถ้าค่า GNP ลดลงก็จะทำให้เศรษฐกิจเกิดความตึงเครียดและเกิดความไม่มีเสถียรภาพขึ้น ทำให้อัตราการการจ้างแรงงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งเรียกว่าเกิดช่องว่างผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP Gap) ในภาวะนี้ภาครัฐบาลจะดำเนินนโยบายแทรกแซงเศรษฐกิจ ดังเช่นการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าสู่ระบบทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นส่งผลทำให้ตลาดมีการขยายตัวขึ้น

 
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) มีความหมายคล้ายกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP)  แต่แตกต่างกันเล็กน้อยก็คือ GDP เป็นการแสดงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่เป็นผลผลิต ที่เกิดขึ้นภายในประเทศในรอบระยะเวลา 1  ปี โดยไม่นับรวมมูลค่าผลผลิตในต่างประเทศ  ดังนั้น GDP จึงแสดงถึงกำลังในการผลิตของประเทศ  ที่สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังความสัมพันธ์ ที่แสดง
 

 การเติบโตของ  GDP  =  การเติบโตผลิตภาพ + การขยายการจ้างงาน

 
  • รายได้ประชาชาติต่อหัว (National Income per Capital) ที่เป็นรายได้รวมของประชากรทั้งหมดหารด้วยจำนวนประชากร  ซึ่งก็คือ ค่าเฉลี่ยของรายได้ประชากร
 
  • ดัชนีสวัสดิการแห่งชาติ (National Welfare Index) เช่น การประกันสังคม การประกันการว่างงาน
 

 

รูปที่ 2 แสดงระดับของผลิตภาพ

 
 

2. ผลิตภาพระดับอุตสาหกรรม (Industry Level Productivity) ที่เป็นการวัดผลิตภาพในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การผลิต ขนส่ง ก่อสร้าง การเงิน เป็นต้น  โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือ มูลค่าเพิ่ม (Value-added) ที่หาได้จากค่า GDP ในแต่ละอุตสาหกรรม (Idustry Sector) หารด้วยจำนวนแรงงานในแต่ละอุตสาหกรรมการผลิต ดังความสัมพันธ์ ดังนี้

 

 

3. ผลิตภาพระดับระหว่างองค์กร (Inter-Organization Level Productivity) ที่เป็นผลิตภาพภายในเฉพาะประเภทธุรกิจ (Business Categories) หรือตามขนาดธุรกิจ (Business Scale) อย่างเช่น ร้านอาหาร โรงแรม ค้าปลีก เป็นต้น   โดยการเปรียบเทียบหรือการเบนช์มาร์ก (Benchmark) ระหว่างองค์กรในสาขาธุรกิจเดียวกัน  ที่อาจวัดในเชิงปริมาณหรือผลิตผลต่อแรงงาน เช่น น้ำหนัก ปริมาตร หรือ จำนวนชิ้น  แต่ในทางปฏิบัติทั่วไปมักใช้การวัดในรูปมูลค่าทางการเงิน

 

4. ระดับองค์กร (Organization  Level) ที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการวางแผนการจัดการ (Management  Planning) และใช้เป็นดัชนีสำหรับเปรียบเทียบระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์ เช่น การเพิ่มขึ้นของยอดขาย หรือ การเพิ่มสัดส่วนของดี (Yield) ของผลิตภัณฑ์ ในสายการผลิต  ซึ่งแนวคิดการปรับปรุงผลิตภาพควรจะถูกประยุกต์ใช้กับทุกหน่วยงานในองค์กร   เพื่อเพิ่มผลิตภาพโดยรวมที่แสดงในรูปของมูลค่าเงิน (Monetary  Value) โดยมีปัจจัยที่สำคัญ คือ มูลค่าเพิ่มทางบัญชีการเงิน( Financial Accounting) และทางบัญชีบริหาร (Managerial  Accounting)

 

รูปที่ 3  แสดงแนวคิดของระบบการปรับปรุงผลิตภาพ

 

แนวคิดมูลค่าเพิ่มทางบัญชีการเงิน

มูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็นการเพิ่มความมั่งคั่ง (Wealth) ที่ถูกสร้างโดยองค์กรธุรกิจ โดยผ่านกระบวนการของการแปรรูป (Transform) ในรูปของกระบวนการผลิต (Production Process) หรือการบริการ ที่หาได้จากรายได้หักด้วยปัจจัยนำเข้าขั้นกลาง (Intermediate Input) ในรูปของค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจากแหล่งภายนอก ดังตัวอย่าง ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสาร ได้จัดซื้อชิ้นส่วน เข่น แผงวงจร (PCB) ซิลิคอนชิป และทรานซิสเตอร์ จากซัพพลายเออร์  โดยมีการใช้แรงงานและเครื่องจักรในการแปรรูปวัสดุเป็นสินค้า ดังนั้นกระบวนการแปรรูปจึงเป็นส่วนที่เพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับวัสดุที่ถูกจัดซื้อ ซึ่งมูลค่าเพิ่มที่ถูกสร้างโดยองค์กร จะถูกจัดสรรกลับไปยังบุคลากรที่มีส่วนในการสร้างสินค้าหรือบริการ นั่นคือมูลค่าเพิ่มจะถูกจัดสรรในรูปของค่าจ้างพนักงาน ค่าเสื่อมราคาสำหรับการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลกำไรให้กับองค์กร รวมทั้งภาษีและดอกเบี้ย  ดังนั้นมูลค่าเพิ่มจึงสามารถคำนวณ ได้สองแนวทาง ดังนี้

 

1. วิธีการลบออก (Subtract Method)  

ยอดขาย           =     ยอดจัดซื้อวัสดุและบริการ+ มูลค่าเพิ่ม

หรือ          มูลค่าเพิ่ม          =     ยอดขาย-  ยอดจัดซื้อวัสดุและบริการ   

2. วิธีการบวกเพิ่ม (Addition Method) 

    มูลค่าเพิ่ม       =    ค่าจ้างแรงงาน + ค่าเสื่อมราคา + ผลกำไร + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (ดอกเบี้ยและภาษี)      

รูปที่  4 แสดงการจัดสรรมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่าง ๆ

 

นอกจากนี้ยังสามารถนำแนวคิดดังกล่าว ใช้ในการตรวจวัดมูลค่าเพิ่มของกระบวนการผลิต ดังนี้

 

รูปที่ 5  แสดงองค์ประกอบต้นทุนและมูลค่าเพิ่มการผลิต

 
 

จากความสัมพันธ์ที่ ได้แสดงในรูปของสมการและแผนภาพ  แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการคำนวณมูลค่าเพิ่ม ที่จัดว่าเป็นขั้นแรกของการวินิจฉัยผลิตภาพโดยรวมขององค์กร  เนื่องจากมูลค่าเพิ่มมักจะแสดงถึงมาตรวัดโดยรวมของความมั่งคั่ง ที่เกิดจากผลประกอบการขององค์กร เพื่อเป็นแนวทางในการทำแผนการปรับปรุงการดำเนินงานและยกระดับผลิตโดยรวมต่อไป

 

การหามูลค่าเพิ่มสามารถคำนวณได้จาก งบกำไร - ขาดทุนทางบัญชีขององค์กร   ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นในการแยกระบบจัดเก็บข้อมูล  เพื่อตรวจติดตามผลิตภาพของมูลค่าเพิ่ม (Value Added Productivity)  ยิ่งกว่านี้มูลค่าเพิ่มยังขยายแนวคิดทางบัญชีแบบดั้งเดิม (Conventional Accounting) โดยการวัดผลิตภาพช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถวิเคราะห์ผลทางการเงิน (Financial  Analysis) อย่างเช่น ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) และสภาพคล่อง (Liquidity) และสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดผลิตภาพ (Productivity Indicators) ในการดำเนินงานของกิจกรมในองค์กร ที่แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

 
  • ตัวชี้วัดการจัดการ (Key management Ratio) เป็นตัวชี้วัดในภาพรวมกิจกรรมขององค์กร ที่มักแสดงด้วยสารสนเทศทางการเงิน เช่น ความสามารถการทำกำไร  เสถียรภาพทางการเงิน(Financial Stability) สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นต้น
  • ตัวชี้วัดกิจกรรม (Activity Indicators) เป็นมาตรวัดที่ผู้บริหารตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปใช้  เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนภาพของ ต้นทุน ระดับกิจกรรม และ อัตราการใช้ทรัพยากร
  • ตัวชี้วัดการดำเนินงาน (Operational Indicators)  ที่แสดงสัดส่วนที่วัดผล จากพื้นที่ปฎิบัติการ(Shop Floor Level) โดยมีผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) และผู้ควบคุม(Supervisors) เป็นผู้ใช้ข้อมูลดังกล่าว ที่ใช้ในการตรวจติดตามเพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับมาตรฐาน  เช่น อัตราของเสีย  อัตราการส่งมอบที่ล่าช้า เป็นต้น  
 

แนวคิดมูลค่าเพิ่มทางบัญชีบริหาร

แนวคิดดังกล่าวนี้ มีพื้นฐานจาก Rucker  Plan ที่วิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างการจัดการมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายทางบุคลากรจากมุมมองของการปรับปรุงจัดการองค์กร โดยมุ่งการวิเคราะห์การจัดการมูลค่าเพิ่ม การควบคุมค่าใช้จ่ายบุคลากรสำหรับแต่ละหน่วยงานขององค์กรโดยใช้มาตรฐานมูลค่าเพิ่ม  การวางแผนจัดการมูลค่าเพิ่ม และการจัดการผลลัพธ์มูลค่าเพิ่ม 

 

ปัจจุบันแนวคิดของผลิตภาพได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย  ตั้งแต่ระดับเศรษฐกิจประชาชาติสำหรับการเปรียบเทียบระหว่างประเทศและการวัดมาตรฐานความเป็นอยู่ (Standard of Living) ของประชากร จนถึงการปฏิบัติงานประจำวัน (Daily  Work) ในสถานที่ทำงาน ดังนั้นจึงควรทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลิตภาพทางกายภาพและผลิตภาพทางมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยผลิตภาพและผลิตภาพโดยรวม ซึ่งในฉบับต่อไปคงจะได้กล่าวถึงรายละเอียดมากขึ้น สำหรับฉบับนี้ขอจบเพียงแค่นี้ ก่อน

เอกสารอ้างอิง

1.       Kurt Heinze ,Cost Management of Capital Projects, Marcel Dekker,Inc.,1996.

2.       Jay Heizer, Barry Render , Operation Management, Prentice-Hall,Inc.,2001.

3.       Bradley R. Schiller , Essentials of economics,McGraw-Hill, Inc. ,1993

4.       http://www.oie.go.th

5.       http://www.mof.go.th

 
**สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ห้ามลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง นอกจากจะได้รับอนุญาต
 
  เรื่องในหมวดที่เกี่ยวข้อง
 
 

Level Control with Indirect Level Measurement

ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ว่าหากจะควบคุมสิ่งใด ต้องวัดสิ่งนั้นให้ได้ก่อน ดังนั้น
วันที่ : 2013-05-29 16:11:04 ผู้อ่าน : 0
 
 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ สารทำความเย็น (Refrigerants)

สารทำความเย็นเป็นของไหลทำงานที่สำคัญในระบบความเย็น มันจะรับความร้อนจากแหล่งความ
วันที่ : 2013-05-29 10:40:41 ผู้อ่าน : 0
 
 

ความสำคัญของระบบควบคุม (Control System for All)

หลายท่านคงสงสัยว่ารูปเหล่านี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับระบบควบคุม (Control Syste
วันที่ : 2013-05-28 16:19:11 ผู้อ่าน : 0
 
 

การประยุกต์ทฤษฏีข้อจำกัดเพื่อการแข่งขัน (ตอนที่ 2)

ระยะเวลาที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ผู้ประกอบการผลิตส่วนใหญ่ได้พยายามสร้างสมดุลตลอดส
วันที่ : 2013-05-28 15:41:26 ผู้อ่าน : 0
 
 

แนวโน้มการตลาดของ MEMS ในกลุ่มยานยนต์และผู้บริโภคอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันอุตสาหกรรมผู้บริโภคทางด้านยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการนำเอา MEMS ซ
วันที่ : 2013-05-28 13:37:35 ผู้อ่าน : 108
 
 

Automation and Control System

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในทุกวันนี้ ได้เกิดวิวัฒนาการ (Evolution) อย่างรวดเร็วใ
วันที่ : 2013-05-28 11:32:56 ผู้อ่าน : 0
 
 

บทบาทเวลาการตอบสนองกับความสามารถการแข่งขัน

ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความผันผวนของตลาดได้ส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตผลิ
วันที่ : 2013-05-27 11:50:38 ผู้อ่าน : 1
 
 

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับกลยุทธ์ธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มักจะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการดำรงอยู่และการ
วันที่ : 2013-05-27 11:44:47 ผู้อ่าน : 572
 
 

ตัวชี้วัดสำหรับวินิจฉัยผลิตภาพกระบวนการ

ด้วยปัจจัยความเปลี่ยนแปลงจากกระแสแห่งโลกาภิวัตน์และเงื่อนไขการเปิดการค้า
วันที่ : 2013-05-23 16:19:56 ผู้อ่าน : 0
 
 

การให้ความร้อนด้วยวิธีเหนี่ยวนำ (Induction Heating)

การให้ความร้อนด้วยวิธีเหนี่ยวนำเป็นวิธีการให้ความร้อนที่ใช้หลักการทางแม่เหล็กไฟฟ
วันที่ : 2013-05-23 11:33:03 ผู้อ่าน : 90
 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
  เรื่องอื่นที่น่าสนใจในหมวด
 
สวิตชิ่ง (Switching) เปลี่ยนแกนแทนเจาะทะลวงสู่เป้าหมายที่ง่ายกว่า
ผู้อ่าน : 1098
 
การวินิจฉัยโรงงาน (Company Diagnosis) (ตอนที่ 1)
ผู้อ่าน : 1242
 
การบริหารความปลอดภัยในงานอุตสาหกรรมเชิงรุก
ผู้อ่าน : 1609
 
การบริหารตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์และสั่งการอย่างทันท่วงที
ผู้อ่าน : 843
 
บัญญัติศัพท์ด้านมาตรวิทยานานาชาติ (VIM 1993) ตอนที่ 1
ผู้อ่าน : 795
 
 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
  เรื่องที่มีคนอ่านสูงสุดในหมวด
 
ความรู้พื้นฐานของระบบไฮดรอลิก (ตอนที่1)
ผู้อ่าน : 47632
 
ประสิทธิภาพที่ได้จากการคำนวณภาระมอเตอร์ไฟฟ้า
ผู้อ่าน : 44414
 
รายละเอียดของเฟืองและวัสดุเฟือง (ตอนที่ 1)
ผู้อ่าน : 40909
 
กิจกรรมกลุ่มควบคุมคุณภาพ (Quality Control Circle: QCC) ในสายการผลิตแบบลีน
ผู้อ่าน : 31069
 
รายละเอียดของเฟืองและวัสดุเฟือง (ตอนจบ)
ผู้อ่าน : 26431
 
 
 

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
 
 
 
สารบัญเว็บอุตสาหกรรม
 

อินดัสตรี้ ลิงก์
ข่าว ความรู้ ค้นหาเว็บ สินค้าและบริการ สมัครงาน ตลาดซื้อขาย
อุตสาหกรรม
เศรษฐกิจ
การค้าการลงทุน
พลังงาน
โลจิสติกส์
   
สาระน่ารู้
ถามตอบล่าสุด
ศัพท์อุตสาหกรรม
นิตยสาร
เรื่องน่ารู้วันนี้
   
เว็บอุตสาหกรรม
สารบัญเว็บไทย
เว็บมาใหม่
เว็บยอดนิยม
เพิ่มเว็บไซต์ที่นี่
   
หมวดหมู่ร้านค้า
ร้านค้ายอดนิยม
สินค้าขายดี
สินค้าลดราคา
เปิดร้านค้าใหม่
   
หางาน
ตำแหน่งงาน
ฝากประวัติ
บริษัทหาคน
งานมาใหม่
   
ค้นหาสินค้า
หมวดหมู่สินค้า
ลงประกาศฟรี
ประกาศซื้อขาย
ประกาศแบบพิเศษ
   

thailandindustry.com    
    Copyright © 2010 Thalandindustry.com All rights reserved. free counter statistics